เห็นดวงวิญญาณรายล้อมซูจิ่นอวี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเตือนพี่ชายด้วยความเป็นห่วง “พี่ชายคะ หนูแนะนำว่าอย่าตามมาเลยจะดีกว่านะ!”
ทว่าซูเหอเวิ่นกลับแปลเจตนาผิดไป เขาคิดว่าน้องสาวกำลังเริ่มภารกิจจับผีอีกแล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นไปหยิบกล้องถ่ายวิดีโอมาเตรียมพร้อมทันที คราวนี้มีผีเยอะขนาดนี้ จะมีกี่ตัวแปลก ๆ ให้ถ่ายบ้างนะ!
ซูจิ่นอวี้ก้าวขึ้นบันไดพลางรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากข้างหน้า เพียงแค่บันไดไม่กี่ขั้นเธอกลับรู้สึกว่าใช้เวลานานแสนนาน
เมื่อถึงชั้นสอง สายตาของเธอก็หันไปมองห้องหนึ่งที่อยู่สุดระเบียงทางเดินโดยสัญชาตญาณ
ประตูห้องนั้นปิดสนิท แต่ซูจิ่นอวี้กลับรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเดินผ่านที่นี่มานับครั้งไม่ถ้วน
“คุณแม่คะ ทางนี้ค่ะ ห้องของซู่เป่าอยู่ทางนี้” ซู่เป่ากระตุกมือน้อย ๆ
“หือ? อ้อ… จ้ะ” ซูจิ่นอวี้ได้สติ
คราวนี้ซูอี้เชินตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตา ส่วนซูอิงเอ๋อร์ที่ยังคงมึนงงแต่ไม่อยากตกข่าวก็รีบตามไปติด ๆ
“เดี๋ยวก่อน! รอผมด้วยคน!” ซูเหอเวิ่นแบกกล้องวิดีโอวิ่งพรวดพราดตามเข้าไปเป็นคนสุดท้าย
ซูอิงเอ๋อร์ใช้นิ้วเคาะหน้าผากหลานชายเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ “มาวุ่นวายอะไรตรงนี้!”
“เดี๋ยวพวกคุณอาก็ต้องพึ่งผมอยู่ดีนั่นแหละ…” ซูเหอเวิ่นทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ พูดพลางเขาก็ยกกล้องขึ้นตั้ง
ประคองไว้อย่างมั่นคง
“พึ่งนายทำไม? พึ่งให้นายถ่ายรูปงั้นเหรอ?” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะเยาะ
ซูอีเฉินก