่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งขับแซงหน้าไปอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่โบกมือขอโทษขอโพยอย่างร้อนรน “ขอโทษนะคะ! ขอโทษจริง ๆ ค่ะ!”
รถคันนั้นพุ่งทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว มู่กุยฝานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เขามองไม่เห็นดวงวิญญาณ จึงไม่อาจมองเห็นซูจิ่นอวี้ที่กำลังเกาะติดอยู่บนตัวของซูเสี่ยวอวี้…
มู่กุยฝานมองตามท้ายรถที่ขับส่ายเป็นรูปตัวเอส แซงรถคันอื่นไปมา ก่อนจะเบรกหยุดได้อย่างหวุดหวิด ราวกับมีปาฏิหาริย์ ทั้งที่มีรถคับคั่งแต่เธอกลับไม่ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย
เขาวางมือไว้ขอบหน้าต่างรถ เอียงศีรษะมองตามพลางพึมพำ “จิ๊ ๆ… ขับได้ผาดโผนดีจริง ๆ”
ในขณะที่ในรถคันข้างหน้า ซูเสี่ยวอวี้กำลังนั่งใจสั่น คิดว่าตนเองเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้ว เพราะเบรกของเธอดันมาขัดข้องกะทันหัน แต่สิ่งที่ประหลาดคือเธอกลับปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
“แปลกจริง…” ซูเสี่ยวอวี้พึมพำอย่างงุนงง “นี่มันโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่เนี่ย?”
เธอหักรถเข้าจอดข้างทางแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งซ่อม ทว่าด้วยความสับสนจึงเผลอพูดผิดพูดถูก “ฮัลโหล… นี่ใช่ร้านลูกชายคนที่สี่หรือเปล่าคะ… อุ๊ย ไม่ใช่! นี่ใช่ศูนย์บริการรถยนต์ไหมคะ?”
ซูเสี่ยวอวี้ชะงักงันไปชั่วขณะด้วยความงงงัน เหตุใดจู่ ๆ เธอถึงโพล่งคำว่า “ร้านลูกชายคนที่สี่” ออกมาได้อย่างไร้ปี่มีขลุ่ยกันนะ?
มู่กุยฝานขับรถมาถึงหน้าโรงเรียนอนุบาลได้จังหวะเวลาเลิกเรียนพอดี
ตลอดทางที่ซู่เป่าเดินออกมา มีเพื่อนนักเร