ะร่าจนหายใจไม่ทัน ตะโกนลั่นห้อง “คลื่นพลังแสง… บิ้ว บิ้ว บิ้ว!”
มู่กุยฝานแกล้งทำเป็นถูกยิงแล้วล้มตึงไปข้าง ๆ “อึ้ก… พ่อแพ้แล้ว!”
ซู่เป่าไม่รอช้ารีบปีนขึ้นไปจั๊กจี้พ่อคืนทันที
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเล่นกันอย่างร่าเริง คุณยายซูก็เปิดประตูเข้ามา “ทำไมเล่นกันแบบนี้ล่ะ?”
“โตจนป่านนี้แล้วยังเล่นเป็นเด็กไปได้ เดี๋ยวหลานฉันหัวเราะจนหายใจไม่ทันจะทำยังไง?” เธอจ้องมองมู่กุยฝาน
“ครับ ๆ ผมผิดเองครับ” มู่กุยฝานลูบจมูกตัวเองแก้เขินพลางนั่งตัวตรง
“ใช่ ๆ ค่ะ หนูผิดไปแล้ว หนูผิดไปแล้ว!” ซู่เป่านั่งหลังตรงแน่ว วางมือน้อย ๆ บนหัวเข่า พยักหน้าหงึก ๆ เลียนแบบท่าทาง
“เอาล่ะ ลงไปกินข้าวได้แล้ว!” คุณยายซูทั้งขำทั้งเอ็นดู
บนโต๊ะอาหารชั้นล่าง…
หานหานยืนบนเก้าอี้ คีบอาหารรัวเร็ว เธอวางกับข้าวใส่ชามรูปแมวใบเล็กของซู่เป่าจนพูน ก่อนทิ้งตัวนั่งลง
“ให้น้องกินเองสิ คีบให้เยอะแยะขนาดนั้นน้องจะกินหมดได้ยังไง?” ท่านผู้เฒ่าซูขมวดคิ้วพลางเอ่ยเสียงเข้ม จากนั้นก็หันไปมองซูเหอเวิ่น “แล้วเราน่ะ ทุกคนยังไม่ทันนั่งประจำที่เลย ทำไมเริ่มกินก่อนแล้วล่ะ?”
ซูเหอเวิ่นวางตะเกียบลงอย่างเป็นระเบียบพลางพึมพำ “คุณปู่ครับ… ไม่ต้องเข้มงวดกับพวกเราขนาดนั้นก็ได้นะครับ…”
“ฉันก็เข้มงวดกับทุกคนแบบนี้เหมือนกันหมดนั่นแหละ…” ท่านผู้เฒ่าซูแค่นเสียงเหอะพลางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
ซูอีเฉิน หานหาน และซูเหอเวิ่น ต่างหันไปมองชายชราเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าบ่งบอก