ัน
ราวกับว่าชีวิตนี้เขาไม่เหลืออะไรอีกต่อไป
มู่กุยฝานก้มหน้ามองรูปถ่ายของเด็กหญิงตัวน้อย ในรูปเธอยิ้มจนตาหยี ปรากฏรอยบุ๋มจาง ๆ บนมุมปากซึ่งช่วยส่งให้รอยยิ้มนั้นดูหวานซึ้งยิ่งขึ้น
“ซู่เป่า…”
สายลมพัดผ่านเส้นผมสีดำหยักศกของเขา ปิดบังดวงตาอันลึกล้ำไปกึ่งหนึ่ง ยิ่งทำให้เงาร่างของเขาดูโดดเดี่ยวและเย็นชาจนน่าใจหาย
ทว่าในอีกฟากหนึ่ง บรรยากาศกลับแตกต่างจากความอ้างว้างของมู่กุยฝานอย่างสิ้นเชิง
ในเวลานี้ คฤหาสน์ตระกูลซูเริ่มเปิดไฟสว่างไสว กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยมาแตะจมูก แม้จะอยู่ไกล ภายในบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของคุณหญิงซูผู้เฒ่าที่เอ่ยเรียกหลาน ๆ “เด็ก ๆ จ๊ะ ล้างมือมาทานข้าวได้แล้วลูก!”
ซู่เป่ารีบล้างมือ เธอเพียงแค่เปิดน้ำผ่านนิ้วแล้วถูหนึ่งทีหมายจะให้เสร็จธุระ
ซูอี้เชิน ลุงเล็กซึ่งนาน ๆ ทีจะได้เลิกงานเร็ว เลิกคิ้วขึ้นพลางดุเบา ๆ “ซู่เป่า ล้างมือต้องจริงจังหน่อยสิ”
“ทราบแล้วค่ะคุณลุง!” ซู่เป่าฉีกยิ้มแหย
ซูอี้เชินกดโฟมล้างมือนุ่ม ๆ แล้วก้มตัวลงประคองมือน้อยทั้งสองข้างของเธอไว้ ซู่เป่าจึงเริ่มร้องเพลงล้างมืออย่างเริงร่า “สองเพื่อนจับมือกัน เธอแบกฉัน ฉันแบกเธอ มีปูตัวเล็กมาเยือน ยกก้ามใหญ่ทั้งสองข้าง…”
ซูอี้เชินมองหลานสาวด้วยแววตาเปี่ยมรัก “ใครสอนหนูร้องเพลงนี้ล่ะ?”
“พี่หานหานสอนหนูค่ะ! เป็นยังไงคะ เก่งใช่ไหมละ ขนาดพี่หานหานเรียนแค่อนุบาลยังร้องได้เลย!” ซู่เป่าตอบทันควัน เจ้าตัว