กนัก” หานหานขมวดคิ้วมุ่น
เหมือนที่คุณย่าเคยดัดนิสัยเธอ ถ้าเธอไม่ยอมกินข้าวก็ไม่ต้องให้กิน ไม่ต้องตามใจ สุดท้ายเธอก็เรียนรู้วิธีการกินข้าวให้เรียบร้อยจนได้ไม่ใช่หรอกหรือ…
“ช่างมันเถอะจ้ะ ป้าไม่อยากทะเลาะกับเขา ป้ายังมีงานต้องทำ ถ้าทะเลาะกันขึ้นมามันจะเสียสุขภาพจิตจนไม่มีสมาธิทำงาน” ซินจื่อเหมิงถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“บ้านป้าเป็นคนหาเงินคนเดียว ถ้าป้าทำงานไม่ได้ แล้วบ้านเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายล่ะจ๊ะ… เพราะอย่างนั้นป้าเลยไม่อยากมีปัญหา”
พวกเด็ก ๆ ถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
คุณป้าเป็นคนหาเงินงั้นเหรอ?
ตรรกะบ้านนี้มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว…
ปกติควรจะเป็นว่าคนทำงานก็ตั้งใจทำงานไป ส่วนคนไม่ต้องทำงาน ก็ควรรับหน้าที่จัดการเรื่องในบ้านให้มากกว่าคนอื่นไม่ใช่หรอกหรือ?
“แล้ววันนี้คุณป้าไม่ต้องไปทำงานเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถาม
“ป้าเป็นนักเขียนนิยายน่ะจ้ะ เป็นงานอิสระ เดี๋ยวตอนกลางคืนกลับไปค่อยนั่งปั่นงานต่อก็ได้” ซินจื่อเหมิงส่ายหัว
ซูเหอเหวินถึงกับพูดไม่ออก เดิมทีเขานึกว่าคุณป้าคนนี้คงเป็นแม่บ้าน ต้องพึ่งพาเงินของสามี จึงต้องคอยเกรงใจและยอมทนรองมือรองเท้าญาติฝั่งนั้น ไม่นึกเลยว่าเธอนั้นเป็นเสาหลัก หาเงินเลี้ยงครอบครัวเสียเอง
คนหาเงินแท้ ๆ แต่ทำไมต้องยอมอึดอัดขนาดนี้ด้วย?
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้
จังหวะนั้นเอง คุณป้าจอมแทรกคิวคนเดิมก็จูงเด็กเกเรเดินย้อนกลับมา พอเห็นซู่เป่าและเพื่อน ๆ