้นก็ส่งยิ้มกว้างให้อีกครั้ง
“ถึงเวลาต้องไปแล้ว… ถือโอกาสตอนยังมีเวลาเหลืออยู่นี้ ไปดูหนานหนานเสียหน่อย…” วิญญาณคุณตาเอ่ยอำลา พูดจบก็ก้าวเดินออกไป ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างนำทาง ทั้งยังดูคุ้นชินเส้นทางอยู่แล้ว
เมื่อเดินผ่านประตูบ้าน เขายังหยุดทักทายคุณยายในชุดกี่เพ้า “คุณนายถัง? ท่าทางน่ากลัวของท่านน่ะ เพลา ๆ ลงหน่อยเถอะ อย่าไปทำให้เด็ก ๆ ตกใจเข้าล่ะ”
“ลุงใหญ่คะ เราไปกันเถอะค่ะ คุณตากวนไปแล้วค่ะ” ซู่เป่าจูงมือซูอีเฉินพลางเอ่ย
แต่เมื่อก้าวพ้นประตูบ้านมาได้ไม่กี่ก้าว คุณยายชุดกี่เพ้ากลับเยื้องย่างตามหลังซู่เป่ามาพลางพึมพำเสียงแผ่ว “ซู่เป่า… ซู่เป่า…”
“ฉันรู้จักพ่อของเธอนะ…”
“พ่อของหนูเป็นใครคะ?” ซู่เป่าหยุดชะงักฝีเท้าทันควันก่อนถามกลับ
“แซ่มู่… แซ่มู่…” หญิงชราคนนั้นตอบเพียงว่า
“ชื่อสกุลอะไรหรือคะ?” เด็กน้อยซักต่อ
ทว่าวิญญาณคุณยายกลับส่ายหน้าไปมา พลางพูดซ้ำประโยคเดิมราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
“นามสกุลมู่… นามสกุลมู่…”
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางใช้ความคิดอย่างหนัก หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ จู่ ๆ เธอก็เงยหน้าถามอาจารย์ “อาจารย์คะ ทำไมพวกเขาต้องพูดซ้ำสองครั้งด้วยล่ะคะ?”
ตอนที่แม่เลี้ยงมู่ชิ่นซินปรากฏตัว
ปากก็พึมพำว่า ‘ฉันตายอย่างน่าสงสารจัง ตายอย่างน่าสงสารจัง’
หรือพวกวิญญาณแค้น มักจะตะโกนว่า ‘ฉันไม่ยอม! ฉันไม่ยอม!’
แม้แต่คุณยายคนนี้ก็ยังพูดวนไปวนมาแต่คำว่า ‘แซ่มู่’
จี้ฉางก้มหน้าพลิกสมุดในมืออย่างเ