มพยายามอย่างหนักในการทำให้หานหานยอมไปโรงเรียนอนุบาลได้สำเร็จ เธอที่เพิ่งกลับเข้าบ้านก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าแม่สามีนั่งรอเธออยู่ยังห้องรับแขกชั้นล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณแม่…” เหวยหว่านเอ่ยทักทายแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
คุณนายซูชี้ไปที่โซฟาฝั่งตรงข้ามเป็นเชิงสั่งให้นั่งลง “หานหานไปโรงเรียนเวลานี้แทบทุกวัน…เธอเคยคิดบ้างไหม ว่าในขณะที่เด็กคนอื่นกำลังนอนกลางวันกัน แต่ลูกของเธอกลับเพิ่งจะไปถึง และเริ่มก่อความวุ่นวายที่นั่น?”
เหวยหว่านรีบแย้งทันที “ไม่หรอกค่ะคุณแม่ หานหานเป็นเด็กที่รู้ความออกนะคะ…”
แม่สามีหัวเราะออกมา “งั้นเหรอ? หลายปีมานี้ฉันมัวแต่ยุ่งกับอย่างอื่นจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงลงมาจัดการเรื่องของเธอ แต่ตอนนี้…”
สายตาคมกริบของหญิงชราจ้องเขม็งไปที่เหวยหว่าน ราวกับจะบอกว่าความอดทนได้สิ้นสุดลงแล้ว
เหวยหว่านสีหน้าย่ำแย่ ขณะลุกเดินเลี่ยงออกมาหลังจากฟังคำสั่งสอนทั้งหมด
กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนเธอ!
ในฐานะแม่สามี ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า มีสิทธิ์อะไรมาบงการชีวิตเธอ?
เหวยหว่านไม่ได้กินข้าวบ้านตระกูลซูจนเติบโตมาเสียหน่อย
ทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องครอบครัวและชีวิตคู่ของเธอขนาดนี้ด้วย!
เหวยหว่านหยิบกระเป๋าใบหรูออกจากบ้านไปด้วยความคับแค้นใจเต็มอก ตัดสินใจไปหาแม่ตัวเอง เพื่อชวนกันไปช้อปปิ้งระบายอารมณ์
ในขณะเดียวกัน ซู่เป่าเดินทางมากับลุงรองและลุงห้าจนถึงไซต์งาน เมื่อได้เห็นสนามกีฬาขนาดมหึมากำลังก่อสร้างอ