ังตรวจตราีการฉบับสุดท้ายอยู่ ก็พลันมีเสียงขันทีจากด้านนอกห้องทรงอักษร กล่าวทูลรายงานอย่างนอบน้อมว่า
“ทูลองค์รัชทายาท องค์รักษ์ลั่วมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่กำลังกำพู่กันของซ่งเฉิงจี้พลันชะงักเล็กน้อย คิ้วที่ขมวดแน่นอยู่เดิมกลับคลายออกทันที ริมฝีปากยังคล้ายจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่แทบจะมองไม่ออก
องค์รัชทายาททรงวางพู่กันในมือลงแล้วตรัสตอบไปว่า
“ให้เขาเข้ามาได้”
ลั่วกู่สวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ก้าวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งสายหนึ่งที่แทบจะพบเห็นได้ยาก เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะทรงอักษร เขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น พลางค้อมกายก้มศรีษะคำนับต่อองค์รัชทายาท
“กระหม่อมลั่วกู่ คาราวะนายท่าน”
“อืม” ซ่งเฉิงจี้รับสั่งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ช่วงนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
คำว่า ‘นาง’ นี้ มิจำเป็นต้องเอ่ยนามออกมาตรงๆ คนทั้งสองย่อมเข้าใจได้ดี
ร่างของลั่วกู่พลันแข็งค้างไปชั่วขณะจนสามารถสังเกตเห็นได้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เมิ่งซีโจวกระทำในระยะนี้ — การ ‘บังเอิญไปพบบุรุษ’ บนท้องถนนอย่างจงใจครั้งนั้น และสายตาร้อนแรงที่นางจ้องมองฉู่เซียวอย่างเปิดเผยไม่คิดปิดบัง รวมไปถึงวาจาที่เกือบจะคล้ายยั่วยวนเหล่านั้น… ทุกภาพล้วนทำให้หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาที่จงรักภักดีผู้นี้ถึงกับรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
จะ