๊ยมแห่งนี้ให้ข้าอีกสักห้องเถิด”
ลั่วกู่สู้อุตส่าห์ปรับลมหายใจจนสงบลงดังเดิมได้แล้ว ครั้นได้ยินคำขอของนาง เขาก็ยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม จนถึงกับหลุดร้องถามออกมาอย่างลืมตัว
“เปิดอีกห้องรึ? นี่ท่านคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
เมื่อครั้งก่อน เขาเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์ข้างกายองค์รัชทายาท และภาคภูมิใจนักว่าตนเป็นผู้มีไหวพริบฉลาดหลักแหลม ความคิดอ่านว่องไวเหนือผู้ใด ทว่าบัดนี้กลับตามความคิดของคุณหนูเมิ่งผู้นี้ไม่ทันเลยสักนิด!
เมิ่งซีโจวแย้มยิ้มอ่อนหวาน แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์อย่างจากจะหยั่งถึง
“ข้าจะทำสิ่งใดน่ะรึ?” นางลากเสียงยาว พลางเหลือบมองไปทางประตูห้องของฉู่เซียวที่ยามนี้ปิดสนิท ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงนงุนงงของลั่วกู่ แล้วจึงเอ่ยออกมาเพียงสั้นๆด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ก็ทำตัวเป็นแขกเสเพลเจ้าสำราญน่ะสิ~”
“แขก… แขกเสเพลเจ้าสำราญอย่างนั้นรึ?!” ลั่วกู่ประหนึ่งถูกอัสนีบาตฟาดลงกลางศรีษะ ร่างของเขาผงะจนแข็งค้างอยู่กับที่ในชั่วพริบตา!
เขารีบยกสองมือขึ้นปิดใบหูตนเองไว้ ราวกับถูกน้ำมันเดือดซ่านในกระทะกระเซ็นใส่ พลางส่ายหน้าไปมาไม่หยุด พร้อมกับเอ่ยพึมพำละล่ำละลักเสียจนฟังแทบไม่เป็นศัพท์
“ผู้น้อยไม่ฟังขอรับ ไม่ฟัง! คุณหนูได้โปรดระวังวาจาด้วย! ได้โปรดระวัง