ั้นก็กลายเป็นเพียงเมล็ดที่เปล่งแสงสีเขียวร่วงลงสู่ฝ่ามือของไป๋เซียง นางจึงควบคุมเฮยหลวน พร้อมกลายเป็นแสงสีเขียวและหายไป
แต่เมื่อยู่บนท้องฟ้าก็ยังคงส่งเสียงหัวเราะออกมา “องค์หญิงของเรารอเจ้าอยู่!”
ผู้คนนอกตำหนักเบิกตากว้าง อีกทั้งบางคนก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “ท่านประมุข …ตายเช่นนี้หรือ?”
“สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก”
“องค์หญิงไป๋ฮวาคือผู้ใด?”
หลังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง คนเหล่านี้จึงถกเถียงกันขึ้นมา เมื่อลู่เฉินมองแผนที่หนังสัตว์นี้แล้วก็มวดคิ้วมุ่น “องครักษ์ผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา หากเป็นเช่นนั้นองค์หญิงผู้นี้จะไม่ยิ่งน่ากลัวกว่านี้หรือ?”
แต่เรื่องที่ทำให้ลู่เฉินไม่เข้าใจที่สุดก็คือ เหตุใดองค์หญิงไป๋ฮวาจึงต้องให้เขาไปหา
ชายชราเห็นท่าทางสับสนของลู่เฉิน จึงรีบก้าวขึ้นมาพูดด้านหน้าทันที “คือว่า …เจ้าหนุ่ม รีบไปเถิด!”
เมื่อลู่เฉินได้สติก็มองไปยังชายชรา “องค์หญิงไป๋ฮวาผู้นั้น เจ้ารู้จักหรือไม่?”
ชายชรามีสีหน้าเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเขารู้จัก แต่กลับส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างรุนแรง “ไม่ ไม่รู้จัก”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?” เขาจ้องมองชายชราพลางย้อนถาม
เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าเองก็เห็นแล้ว ประมุขพฤกษาทมิฬถูกฆ่าในทันที เจ้าคิดว่าเจ้าจะทนไปได้นานเพียงใดกัน?”
“พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะฆ่าข้าได้” ลู่เฉินตอบกลับอย่างมั่นใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราก็ส่ายศีรษะ “ไม่