มู่ตู๋ซาและถูอิ่นซาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลายเป็นแมลงและบินหนีไป ส่วนอีกคนกลายเป็นแสงสีเขียวและหายไป ในขณะที่อีกคนหมุดดินหนีไป เหลือเพียงคนสองคนที่ถูกเกี่ยวรัดไว้
ทั้งสองตกใจกลัวและตะโกนลั่น ทว่าตอนนี้จิตวิญญาณของพวกเขาถูกพันรัดไว้อย่างแน่นหนา ไม่สามารถหลบหนีได้ พวกเขาทำได้เพียงจ้องมองตัวต้นเหตุด้วยความสยดสยอง
ลู่เฉินมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าว่าจิตวิญญาณของพวกเจ้า ไม่ต้องเก็บไว้แล้วก็ได้กระมัง!”
หลิงหั่วซารู้สึกร้อนรนใจยิ่งนัก “เจ้าหนุ่ม ตราบใดที่เจ้าปล่อยเราไป เราจะไม่ต่อสู้กับเจ้าอีก!”
เพื่อความอยู่รอด หลิงสุ่ยซาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดเสริมว่า “ถูกต้อง ตราบใดที่เจ้าไม่สร้างปัญหาให้กับเรา เราจะจากไปทันที และเราจะไม่ต่อสู้กับเจ้าอีก!”
ลู่เฉินหัวเราะเยาะ “นับตั้งแต่พวกเจ้าทำงานให้กับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด พวกเจ้าก็มีเพียงทางตายเท่านั้น”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย หลิงหั่วซาก็พูดติดอ่างด้วยความตกใจ “จะ…เจ้าต้องการอันใด”
“ง่ายมาก ข้าจะทำลายจิตวิญญาณของเจ้า!” ชายหนุ่มยิ้มมีเลศนัย
หลิงหั่วซาตอบกลับมาว่า “จิตวิญญาณของพวกเราแข็งแกร่งมาก!”
หลิงสุ่ยซายังกล่าวอีกว่า “ถูกต้อง ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทำลายได้!”
“อ้อ? เจ้ากำลังพยายามทดสอบความอดกลั้นของข้างั้นหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยพลางมองไปที่จิตวิญญาณทั้งสองซึ่งกำลังล่องลอยอยู่
ทั้งสองยังคิดว่าคนตรงหน้าไ