ินและหนานเหยา ก็หวาดกลัวจนนำข่าวคราวนี้บอกเล่าต่อกันออกไป เมื่อภูตเฒ่าทั้งสี่ทราบเรื่องเข้าก็พากันตกตะลึงขึ้นมา
และภูตเฒ่าทั้งสี่นี้ก็เจอบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังโจมตีค่ายกลอย่างหนักอยู่ด้วย
“ไม่ต้องโจมตีแล้ว พวกเขาไม่อยู่ในนั้น” ภูตเฒ่าไป๋มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะที่บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่เข้าใจ “ไม่อยู่?”
“เมื่อครู่มีคนพบเจ้าหนุ่มนั่นกำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ และยัง…” ภูตเฒ่าไป๋มีสีหน้าไม่ดีนัก แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ยังไม่เข้าใจ “และยังอันใดอีก?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำลายค่ายกลของแดนศักดิ์สิทธิ์ไปจำนวนมาก ปล้นข้าวของในหออักษร หอโอสถ หอสมบัติ และสถานที่อื่น ๆ ของข้าไปจนหมด!” คำบอกเล่าของภูตเฒ่าไป๋ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถึงกับเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ!?”
หนานกงมู่ตัวสั่นและได้แต่ก่นด่าออกมา “ไอ้คนสารเลว ไปตายซะ!”
ภูตเฒ่าไป๋กลับมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์และมองไปยังค่ายกล “ค่ายกลนี้เป็นเพียงวิชาพรางตา และเป้าหมายของเขาคือการทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
“ที่ใดกัน ข้าจะไปจับเขา!” บุตรศักดิ์สิทธิ์กำลังโกรธจัด
และในขณะนั้นเอง หมอกในค่ายกลก็ค่อย ๆ กระจายตัวออกไป จึงทำให้มองเห็นลู่เฉินที่กำลังยิ้มพลางมองมายังพวกเขาอยู่ “พวกเจ้าตามหาข้าอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏตัว ชายชราทั้งสี่ก็รีบถอยออกมาทันที ส่วนบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นพูดออกมาด้วยความโมโหว่า “เจ้า! ในที่สุดเจ้าก็ออกมา!”
“อย