ึกออกแล้ว ทว่าข้ากำลังจะมุ่งหน้าไปหาท่านอ๋องมิใช่หรือ เหตุใดจึงเดินมาถึงที่นี่ได้?”
สาวใช้ที่แอบตามมาได้ยินเข้าก็สำรวจดูอย่างละเอียด แล้วพลันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินผ่านแล้วหยุดทำความเคารพหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานพยักหน้าให้อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเริ่มพินิจพิจารณาต่อว่าหลังประตูสวนสุนัขล่าเนื้อคืออุทยานหลวงจริงหรือไม่ พร้อมกับหันไปถามความเห็นของเมิ่งสืออี้สองพี่น้องและอวี้จวงเป็นพัก ๆ
สาวใช้เดินเลี่ยงออกไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อแว่วได้ยินบทสนทนาของพวกนางจึงเดินย้อนกลับมา แล้วก้มลงทำความเคารพหลี่เยว่หานอย่างนอบน้อมเต็มพิธีการ
“เจ้ามีธุระอันใดหรือ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วถามด้วยท่าทีดูรำคาญใจ
“ทูลพระชายา เมื่อครู่บ่าวบังเอิญได้ยินพระชายากับพี่สาวท่านนี้กำลังสงสัยว่าหลังประตูบานนี้คือที่ใด บ่าวจึงเดินกลับมาเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวพลางคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม “ที่นี่คือสวนสุนัขล่าเนื้อเจ้าค่ะ หลังประตูบานนี้คือเขตพระราชฐานชั้นใน มิใช่อุทยานหลวง”
“สวนสุนัขล่าเนื้อคือที่ใดกัน?” อวี้จวงถามขึ้น
“ทุกปีเมื่อมีการล่าสัตว์ในวัง จะมีการส่งสุนัขล่าเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเข้าร่วมด้วย สวนสุนัขล่าเนื้อแห่งนี้คือที่อยู่อาศัยของสุนัขล่าเนื้อที่ได้รับการฝึกฝนเหล่านั้นเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเมิ่งสืออี้ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “ท่านแม่ พว