ม่กลัว ๆ…” ถึงแม้การออกเสียงจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่คำทั้งห้าคำนั้นกลับสื่อสารออกมาได้อย่างแจ่มแจ้ง
หลี่เยว่หานซบหน้าลงกับลูกน้อยด้วยความปลาบปลื้ม น้ำตาแห่งความยินดีไหลออกมาไม่ขาดสาย
ทางด้านเมิ่งฉีฮ่วนรีบอุ้มเมิ่งสืออี้ไปวางไว้บนเก้าอี้ให้เขานั่งเฉย ๆ ส่วนตัวเองก็รีบมาทรุดตัวลงตรงหน้าเมิ่งอิงหนิงพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “อานิ่ง อานิ่ง ข้าคือท่านพ่อนะ เรียกท่านพ่อเร็ว… ท่านพ่อ…”
“ไม่…” เมิ่งอิงหนิงเมินหน้าหนีอย่างดื้อรั้น
เมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ยอมแพ้ “แม่นางน้อย เรียกสักคำเถอะนะ เรียกท่านพ่อสักคำ!”
“ไม่!” คราวนี้นางปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดปนความไร้เดียงสา
หลี่เยว่หานเริ่มตั้งสติได้จากความดีใจ นางจึงอุ้มลูกสาวไว้แล้วช่วยปฏิเสธคุณพ่อผู้เห่อลูกที่กำลังทำหน้าตั้งตารอ “ลูกสาวไม่รักท่าน ท่านก็ควรจะพิจารณาตัวเองดูบ้างนะ!”
“ข้าหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ตัวเองด้วยความงุดงง
“ใช่! ความรักจากพ่อและแม่นั้นขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ท่านอย่าไปดูเจ้าเด็กอาอี้ที่เรียกท่านพ่ออย่างออดอ้อนนั่นเลย เจ้าเด็กนั่นน่ะเป็นพวกนกสองหัว ใครหลอกล่อเข้าหน่อยก็คล้อยตามแล้ว แต่ลูกสาวอานิ่งของเราไม่เหมือนกัน ในใจของนาง ท่านยังทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีพอ นางถึงไม่ยอมเรียกท่านอย่างไรเล่า!” หลี่เยว่หานเอ่ยอย่างมีหลักการและเหตุผล
เมิ่งสืออี้ที่จู่ ๆ ก็โดนเอ่ยพาดพิงถึงเพิ่งจะปีนลงจากเก้าอี้มาหยุดอยู่ข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วน เมื่อได้ยินคำพูดของมารดาก