ลขุนนางที่เคยเป็นเสาหลักค้ำจุนราชสำนักในวันวาน บัดนี้ได้กลายเป็นเนื้อร้ายก้อนใหญ่ของแคว้นตงฮั่นอันรุ่งเรืองไปเสียแล้ว หากไม่กำจัดทิ้ง ย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติที่มิอาจคาดเดาในภายหลัง
เมื่อนึกถึงเมืองชายแดนทางเหนือที่ตนเฝ้ารักษามาครึ่งค่อนชีวิต สวีติ้งหลานก็ได้แต่ทอดถอนใจ
ชาวบ้านที่นั่นต้องเผชิญกับภัยสงครามมาเนิ่นนาน ความคับแค้นของราษฎรเดือดพล่านไปทั่วทุกหัวระแหง ทว่าเพราะมีกองทัพชายแดนประจำการอยู่ พวกตระกูลขุนนางที่นั่นจึงไม่กล้าข่มเหงรังแกชาวบ้านอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงหาหนทางขูดรีดราษฎรจนได้
ด้วยเหตุนี้ กองทัพชายแดนจึงไม่เคยขาดแคลนทหารใหม่ เพราะเมื่อชาวบ้านมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหว พวกเขาก็เลือกที่จะมาสมัครเป็นทหาร อย่างน้อยการเป็นพลทหารตัวเล็ก ๆ ก็ยังได้กินอิ่มไปวัน ๆ แต่หากยังขืนทำนาอยู่ที่บ้าน สุดท้ายแม้แต่น้ำข้าวก็อาจจะไม่ได้ตกถึงท้อง!
เพราะได้เห็นเรื่องราวเช่นนี้มามาก สวีติ้งหลานจึงสนับสนุนระบอบใหม่อย่างเต็มกำลัง
แม้เขาจะรู้ดีว่ามันยากลำบากเพียงใดก็ตาม
แต่ในโลกใบนี้ จะมีหนทางเดินเส้นไหนกันที่ไม่ยากลำบาก
นับตั้งแต่เมิ่งฉีฮ่วนเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดินในราชสำนัก ทุกเช้าในการประชุมขุนนาง หัวข้อที่ถูกถกเถียงกันมากที่สุดก็คือเรื่องนี้
พวกขุนนางตระกูลใหญ่ต่างรวมหัวกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว คอยด่าทอโจมตีกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนระบอบใหม่ของเมิ่งฉีฮ่วนไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนฮ่องเต้