้ามาข่มเหงถึงหน้าประตูบ้าน หากข้ายังมิ่งเฉยยอมทน ข้ายังจะเป็นพระชายาของเจ้าได้อยู่อีกหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หัวเราะออกมาพลางบีบจมูกนางอย่างเอ็นดู “ข้าว่าเจ้าคงมั่นใจแล้วล่ะสิว่าข้าจะปกป้องเจ้าได้”
“แน่นอนสิ หากเจ้าปกป้องข้ามิดี แล้วจะเป็นสามีของข้าได้อย่างไรเล่า” หลี่เยว่หานพูดพลางโอบแขนเมิ่งฉีฮ่วนแล้วซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา “พูดกันตามตรง ข้ามิเคยกล้าที่จะมอบความไว้วางใจให้ใครได้อย่างเต็มหัวใจเลย มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำให้ข้าเปลี่ยนไป”
“นับเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานขึ้นมาจุมพิตอย่างแผ่วเบา ก่อนจะรั้งนางเข้าไปในอ้อมกอด
รถม้าสั่นโยกไปตามทางจนกระทั่งถึงนาเกลือ ทันทีที่ลงจากรถ ทั้งหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มชาวบ้านเช่นเคย
สองพ่อลูกตระกูลสวีและปลัดอำเภอโจวออกเดินทางมาล่วงหน้าก่อนแล้ว ยามที่พวกเขาทั้งสองไปถึง ทั้งสามคนจึงกำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน
แม้ว่าในเมืองหลวง สวีซิ่งอี้จะมีชื่อเสียงมิดีนัก แต่หลังจากที่ได้คลุกคลีกัน หลี่เยว่หานกลับพบว่าเขาเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา ยามถูกรังแกเขาก็พร้อมจะโต้กลับเป็นสิบเท่า มิได้มีเล่ห์เหลี่ยมคดเคี้ยวให้ต้องระแวง เป็นคนทำงานฉับไวและเด็ดขาด
หลังจากผ่านเหตุการณ์ในสุสานใต้ดินมาได้ มุมมองที่สวีติ้งหลานมีต่อลูกชายอย่างสวีซิ่งอี้ก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ยามนี้ผู้เป็นพ่