จนกระทั่งชายคนนั้นนอนแน่นิ่งไปเขาจึงหยุดมือ
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ชายผู้นั้นเดินเข้ามาหาหลี่เยว่หานพลางย่อกายลงมองนาง
“ท่านคือ… ท่านกวน!” หลี่เยว่หานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกออกว่าชายตรงหน้าคือใคร
กวนชิ่งอวิ๋นแห่งหอจิ่วอวี๋นั่นเอง!
“เป็นข้าเอง มิคิดว่าเจ้ายังจำได้” ท่านกวนขยับมุมปากยิ้มออกมาเล็กน้อย ทว่าดูเก้อเขินอยู่บ้าง เพราะปกติเขาหาใช่คนที่ยิ้มเก่งนัก
“ย่อมต้องจำได้สิเจ้าคะ ในช่วงที่ข้ายากลำบากที่สุด หากมิได้ท่านกวนยื่นมือเข้าช่วย ข้าก็มิรู้ว่าตอนนั้นจะเอาอะไรประทังชีวิตหรือมีเงินที่ไหนไปเลี้ยงดูลูกๆ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังร่างที่นอนหมดสติอยู่ “นั่นใครกันเจ้าคะ?”
“เจ้าลูกชายคนโตตระกูลเหมา” ท่านกวนกล่าวพลางลุกขึ้นและส่งมือให้หลี่เยว่หาน “วันนี้ข้าเห็นเขาป้วนเปี้ยนอยู่ที่นาเกลือด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ นึกขึ้นได้ว่าวันก่อนพวกเจ้ามีเรื่องหมางใจกัน ข้าเกรงว่าเขาจะมาหาเรื่องเจ้า จึงได้คอยจับตาดูไว้สักหน่อย”
“ต้องขอบคุณสายตาของท่านแท้ ๆ” หลี่เยว่หานถอนใจด้วยความโล่งอก “มิเช่นนั้น ลำพังเพียงข้าคนเดียวคงมิอาจสู้แรงเขาได้แน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านกวนก็ยิ้มออกมา “ท่านอ๋องคงมิยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปหรอก ตอนที่ข้าเข้ามา เขาก็คงกำลังเดินมาทางนี้แล้ว”
“เยว่หาน!” สิ้นเสียงพูด เมิ่งฉีฮ่วนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงเรียกอันร้อนรน
“ข้าได้ยินชาวบ้านบอกว่าเหมือนจะได้ยินเสียงเจ้าร้องตะ