ีบหาทางออก เกรงว่าพวกเราคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ทั้งหมด” สวีติ้งหลานสมกับเป็นขุนพลเฒ่าผู้ผ่านศึกมาโชกโชน เขายังคงรักษาสติมั่นและเริ่มวางแผนสั่งการ “หวังเฟยมีของวิเศษคอยนำทาง แต่เราจะพึ่งพาเพียงอย่างเดียวมิได้ เสี่ยวอี้ เจ้าไปกับข้า ล่วงหน้าไปตามทิศทางที่ของวิเศษนำไปก่อน ท่านอ๋องกับหวังเฟยตามมาด้านหลัง”
“ตกลง ท่านแม่ทัพโปรดระวังตัวด้วย” ในเวลาคับขันเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนมิได้โต้แย้งเรื่องความปลอดภัยหากอยู่รวมกัน แต่พยักหน้าเห็นชอบกับข้อเสนอของสวีติ้งหลาน
สวีซิ่งอี้เองก็มิอิดออด สองพ่อลูกมิกล้าจุดเทียน ทำได้เพียงอาศัยความสามารถในการมองเห็นในที่มืดอันยอดเยี่ยม วิ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วและหายลับไปในความมืดมิด
“อย่ากลัวเลย” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานไว้ “จะมิเป็นไรแน่นอน”
หลี่เยว่หานสงบใจลงแล้วพยักหน้าให้เขา นางเร่งพลังหว่านอู้เซิงให้ลอยนำหน้าไปเพื่อค้นหาทางออกต่อไป
เพื่อป้องกันมิให้พลัดหลงกับสองพ่อลูกตระกูลสวี พวกเขาจะตะโกนเรียกขานกันเป็นระยะ
มิรู้ว่าเดินท่ามกลางความมืดมานานเพียงใด หลี่เยว่หานรู้สึกว่ายิ่งเดินไป โลงศพรอบข้างก็ยิ่งบางตาลง ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น นางและเมิ่งฉีฮ่วนก็มองเห็นแผ่นหลังของสวีติ้งหลานและสวีซิ่งอี้ยืนคู่กันอยู่เบื้องหน้า
“ท่านแม่ทัพสวี? คุณชายสวี?” หลี่เยว่หานส่งเสียงเรียกและเตรียมจะเดินเข้าไปหา
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับรั้งตัวนางไว้ทันที พร้อมกับส่งสัญญาณให้ม