จ็บมาไม่น้อยจากการพุ่งเข้าปะทะกับคนทั้งคู่ หลี่เยว่หานเองก็ไม่รู้ว่าน้ำพุหว่านอู้เซิงจะได้ผลกับมันหรือไม่ แต่ในสถานการณ์คับขันนางย่อมไม่มีเวลามานั่งไตร่ตรอง
นับว่าโชคดียิ่งนัก หลังจากอสูรกายถูกน้ำพุหว่านอู้เซิงสาดจนเปียกชุ่ม ทั่วร่างของมันก็เกิดปฏิกิริยาราวกับถูกน้ำร้อนลวกจนสุก มันแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
เมิ่งฉีฮ่วนจู่โจมซ้ำลงไป ทำให้อสูรกายดิ้นพล่านด้วยความทรมาน
ท่ามกลางแสงเทียนอันริบหรี่ หลี่เยว่หานถึงกับเห็นควันสีขาวลอยออกมาจากตัวของมัน
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รอช้า มือหนึ่งรีบดึงโซ่กลไก อีกมือหนึ่งก็โอบเอวหลี่เยว่หานไว้แน่น สวีซิ่งอี้รีบตามมาติด ๆ เมื่อประตูเปิดออกและแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดพุ่งสวนออกมา ทั้งสามก็รีบพุ่งเข้าไปด้านในทันที
ประตูหินปิดสนิทลงตามหลังพวกเขา
“ดูท่าประตูบานนี้จะควบคุมได้จากฝั่งเดียวเสียแล้ว พวกเราอาจจะออกไปไม่ได้อีก” สวีซิ่งอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเมื่อเห็นประตูหินปิดลง
“ไม่หรอก” หลี่เยว่หานปลอบ “เมื่อถึงทางตันย่อมมีทางออกเสมอ ข้าเชื่อว่าพวกเราต้องพบท่านแม่ทัพสวีและออกไปจากที่เฮงซวยนี่ได้อย่างแน่นอน”
“เจ้าช่างมองโลกในแง่ดีเสียจริง” สวีซิ่งอี้อดไม่ได้ที่จะย้อนถาม
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากจะนั่งร้องไห้สักพักก่อนไหมเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวสวนขึ้นมาทันที
สวีซิ่งอี้หุบปากฉับ
‘ขืนพูดต่อมีหวังโดนดีแน่! คนเขากำลังประคองกันป้อนหวานใส่กันขนาดนี้ ข้าแสดงความเ