ห็นนิดเดียวก็ไม่ได้ เชอะ…’
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงห้องสุสานหลัก ซึ่งที่นี่ถูกอนุรักษ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งนัก
แม้จะมีฝุ่นเกรอะกรังและหีบเครื่องประดับจะผุพังไปตามกาลเวลา แต่แก้วแหวนเงินทองที่กองสุมรวมกัน เมื่อต้องแสงเทียนที่จุดขึ้นมาก็เปล่งประกายระยิบระยับดูหรูหราตระการตา
กลางห้องสุสานมีโลงศพที่สลักเสลาอย่างประณีตตั้งอยู่ หลี่เยว่หานเดินเข้าไปกราบไหว้พลางพึมพำว่า “ผู้อาวุโสโปรดระงับโทสะ พวกข้ามิได้มีเจตนาล่วงเกิน เพียงหวังตามหาพวกพ้องแล้วจะจากไปทันที โปรดอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลย!”
เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็แอบอมยิ้ม
‘แม่นางน้อยคนนี้ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง’
สวีซิ่งอี้รีบสำรวจไปทั่วห้องสุสานด้วยความร้อนใจ แต่กลับไม่พบร่องรอยของแม่ทัพสวีเลย อีกทั้งประตูทั้งเก้าบานยังเป็นประตูทางเดียวที่ต้องเปิดกลไกจากภายนอกเท่านั้น จากด้านในมิอาจทำอะไรได้เลย
หลังจากพยายามอยู่หลายรอบ แม้อากาศในสุสานจะหนาวเหน็บ แต่สวีซิ่งอี้กลับเหงื่อโชกด้วยความเหนื่อยหอบ เขาซวนเซไปนั่งพิงเสาพลางทอดถอนใจ “พวกเราอาจจะออกไปไม่ได้แล้วจริง ๆ ประตูพวกนี้เป็นประตูตายทั้งหมด!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ “ประตูเก้าบานงั้นรึ? หรือจะเป็นค่ายกลเก้าวิมานแปดทิศ? ประตูแห่งชีวิตอาจซ่อนอยู่ในนั้นเพื่อรอให้พวกเราค้นหา?”
“เลิกเพ้อเจ้อเถอะ เจ้าของสุสานที่ไหนจะสร้างทางออกไว้ในห้องศพของตัวเองกันเล่า นั่นมั