่ของเขาเรียบร้อยแล้ว
“ค้างคาวพวกนี้มันเรื่องอะไรกัน?” เมื่อเห็นทั้งคู่แยกจากกันเสียที สวีซิ่งอี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพื่อเตือนให้รู้ว่ายังมีบุคคลที่สามยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“มันคือค้างคาวสุสาน” เมิ่งฉีฮ่วนพยุงหลี่เยว่หานให้นั่งลงพิงผนังก่อนจะอธิบาย “มันต่างจากค้างคาวทั่วไป ค้างคาวสุสานเป็นสัตว์เลือดเย็นและกินเลือดเป็นอาหาร ส่วนอสูรกายเงาที่อยู่ข้างในนั้นถูกพวกมันเลี้ยงไว้ ค้างคาวพวกนี้จะออกไปล่าเหยื่อข้างนอก เมื่อกินเลือดจนอิ่มก็จะกลับมาคายเลือดเหล่านั้นรดลงบนตัวของอสูรกายเงา”
“ค้างคาวสุสาน?” หลี่เยว่หานเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ “ข้าจำได้ว่าค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลือดอุ่นไม่ใช่หรือ?”
“ค้างคาวสุสานพวกนี้อาศัยอยู่ในสุสานมาหลายชั่วอายุคน ภายในนี้หนาวเย็นและมืดมิดตลอดทั้งปี ลูกค้างคาวไม่สามารถออกไปหาอาหารข้างนอกได้ ต้องเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เมื่อผ่านไปหลายรุ่น เพื่อให้ตัวอ่อนปรับตัวเข้ากับสภาพในสุสานได้ พวกมันจึงเกิดการกลายพันธุ์” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายอย่างใจเย็น “ดังนั้นตอนที่เจ้าถือไฟวิ่งไปมา พวกมันถึงได้ทั้งอยากเข้าใกล้แต่ก็ขลาดกลัวแสงไฟ สัญชาตญาณดั้งเดิมทำให้พวกมันกลัวแสง แต่การอยู่ในที่เย็นจัดมานานก็ทำให้พวกมันโหยหาความอบอุ่นเช่นกัน”
เมิ่งฉีฮ่วนรวบนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกแล้วลอบถอนหายใจ “โชคดีที่เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อย่างนั้นคงยุ่งยากแน่”
“ทำไมเจ้าถ