ได้
ต่อให้รู้ดีว่าหากเริ่มลงมือต่อสู้ ฝูงค้างคาวที่แฝงร่างอยู่อาจจะกระจายตัวออกมาโอบล้อมโจมตี แต่สวีซิ่งอี้ก็ไม่มีความคิดที่จะถอยหนีแม้แต่น้อย
อสูรกายเงาขยับเข้าใกล้มาทุกที สายตาของสวีซิ่งอี้ก็ยิ่งแน่วแน่ขึ้น ทว่าในจังหวะที่เขาคิดว่าต้องแลกชีวิตกับฝูงค้างคาวและอสูรกายเงานี้เอง พลันมีเสียง “กริ๊ก” ดังขึ้น พร้อมกับประตูหินอีกบานหนึ่งที่เปิดออกอย่างกะทันหัน
อสูรกายเงาชะงักงันเพราะถูกเสียงนั้นรบกวน มันยืนนิ่งอยู่กับที่คล้ายกับกำลังสงสัย หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากสิ่งใด หัวใจของนางแทบจะร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความกังวลว่าจะเป็นเมิ่งฉีฮ่วน แต่นางก็ไม่กล้าส่งเสียงเรียก
นางยังไม่รู้ว่ามีเงาดำยักษ์คอยเดินตามหลังนางและสวีซิ่งอี้มาตลอด นางเกรงว่าหากส่งเสียงออกไปจะเป็นการกระตุ้นให้อสูรกายโจมตี จึงชะงักไปเพียงอึดใจก่อนจะเร่งลงมือจัดการกลไกประตูตรงหน้าอย่างสุดกำลัง
“ครืด——” กลไกถูกกดลง หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นช่องว่างของประตูหินค่อย ๆ เปิดออก นางก็รีบกระชากแขนสวีซิ่งอี้แล้วตะโกนเข้าไปในความมืดมิดของห้องสุสานว่า “ถอยกลับไป! มีอสูรกาย! มีค้างคาว!”
สิ้นคำ หลี่เยว่หานก็ดึงแขนเสื้อสวีซิ่งอี้พากันกลิ้งลอดผ่านประตูหินออกมาได้สำเร็จ
จากนั้นสวีซิ่งอี้ก็ไม่รอช้า รีบจัดการปิดกลไกประตูจากด้านนอกทันที
ทั้งคู่รอดพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หลี่เยว่หานกลับกระวนกระวายใจยิ่งนัก “