นี้ คือหาทางกลับไปอยู่ข้างกายหลี่ต้าเฉิงให้ได้ เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น นางจึงจะสามารถกอบโกยลาภยศเงินทองตรงหน้าไว้ในมือได้อย่างมั่นคง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของหวังเฟิ่งก็ทอประกายวับวาว คล้ายกับว่าได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปแล้ว
…..
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรง
เป็นไปตามที่เมิ่งฉีฮ่วนคาดการณ์ไว้ ฎีกาถอดถอนปลิวว่อนไปวางกองอยู่บนโต๊ะทำงานของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นประหนึ่งเกล็ดหิมะ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการร้องเรียนเรื่องของเขาและจิ้นกั๋วกง
แม้แต่หลี่เยว่หานก็มิได้รับการละเว้น เหล่าขุนนางจำนวนมากต่างประณามนางด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าไร้ความกตัญญูและผิดศีลธรรมจรรยา คำตำหนิที่เผ็ดร้อนเหล่านั้นทำให้เมิ่งฉีฮ่วนฟังแล้วมีสีหน้ามืดมนอำมหิต
“ดูท่าพวกท่านทั้งหลายจะสนใจเรื่องในครอบครัวของข้ายิ่งนัก” สายตาของเมิ่งฉีฮ่วนกวาดมองไปที่ทุกคน “แต่ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใดพวกท่านที่อ้างตัวว่าเที่ยงธรรม กลับหลับตาข้างหนึ่งเขียนฎีกาถอดถอนด้วยใจที่คดโกงเช่นนี้”
กล่าวจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หันไปทางฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ฝ่าบาท เมื่อวานข้าได้ทูลชี้แจงไปแล้วว่า หญิงโฉดผู้นั้นบังอาจหมิ่นเบื้องสูงและใส่ร้ายขุนนางคนสำคัญของราชสำนักต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งมีโทษถึงตายอยู่แล้ว ข้าจึงมิเข้าใจว่าเหตุใดเหล่าขุนนางจึงเขียนฎีการ้องเรียนเหล่านี้ขึ้นมา ข้าเห็นว่าเรื่องเมื่อวานนี้ มิว่าจะเป็นข้า ฉีหวังเฟย หรือแม้แต่จิ้นกั๋วกง ก็มิได้ท