่งฉีฮ่วนมักจะเป็นคนแรกที่ออกหน้าโต้กลับอย่างดุดันเสมอ
ใต้เท้าหวังถูกตอกกลับจนใบหน้าเปลี่ยนสีไปมา ทั้งเขียวทั้งขาว ก่อนจะรีบหุบปากเงียบสนิท
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเห็นทั้งสองเถียงกันอยู่นานก็มิได้ห้ามปราม แต่ตอนนี้กลับแสร้งทำเป็นคนดี “เอาละ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ฉีหวังพูดก็มีเหตุผล หญิงบ้าผู้นั้นกุเรื่องโกหกกลางถนนจนถูกฮั่นหรงฟูเหรินเปิดโปง และก่อนหน้านี้นางยังทอดทิ้งจิ้นกั๋วกงที่กำลังป่วยหนัก ย่อมมิใช่คนดีอะไร ความผิดที่นางก่อ ย่อมสมควรแก่ความตายแล้ว!”
ตรัสจบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ส่งสัญญาณให้ขันทีหรูนำฎีกาเหล่านั้นส่งคืนให้เหล่าขุนนาง ท่าทางดูสมบทบาทมิใช่น้อย
“เหวินจั๋วเอ๋ย เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ฉีหวังเฟยคงจะเสียใจมาก ช่วงนี้เจ้าก็อยู่ดูแลนางที่จวนให้ดีเถิด” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแสร้งเอ่ยลองเชิงด้วยความระมัดระวัง
เมิ่งฉีฮ่วนแค่นเสียงในใจก่อนจะทูลว่า “ขอบพระคุณฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย หญิงโฉดหวังเฟิ่งผู้นั้นมิใช่แม่แท้ ๆ ของหวังเฟย ทั้งยังทารุณหวังเฟยมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นหวังเฟยจึงมิได้เสียใจอันใด เช้านี้นางก็ออกไปที่โรงงานตามปกติ มิยอมให้เสียเรื่องการผลักดันวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมันขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดี” ฮ่องเต้เห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายจึงหยุดเพียงเท่านั้น
“ฝ่าบาท” หลี่ต้าเฉิงที่ยืนเงียบอยู่ในแถวมาตลอดจู่ ๆ ก็ก้าวออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้าเห็นว่าที่เหล่าใต้เท้าถวายฎีกาถอดถอนนั้นมีเหตุผล ขอฝ่าบาทโปรดเรียกคืนบ