สิ่งใดมิใช่ความผิดของเจ้า ก็อย่าได้เก็บมาตำหนิตัวเอง”
“พี่สะใภ้กล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเริ่มยิ้มออก ความหม่นหมองในใจมลายหายไปสิ้น นางเดินประคองกันไปกับมู่หวังเฟยเพื่อไปหาบุตรตัวน้อยอย่างสำราญใจ
อาอี้มีร่างกายที่แข็งแรงจึงเติบโตเร็วผิดกับผู้น้อง ทว่าอานิ่งกลับมิใช่เช่นนั้น เด็กหญิงตัวน้อยที่อายุเกือบจะครบขวบปีแล้วแต่กลับมีร่างกายเล็กจ้อยน่าสงสาร ด้วยเหตุนี้ทั้งแม่นมและหลี่เยว่หานจึงต้องดูแลนางอย่างพิถีพิถัน
แม้แต่หมอกู่เองก็ยังต้องแวะเวียนมาที่จวนฉีอ๋องแทบวันเว้นวัน เพราะร่างกายของอานิ่งอ่อนแอมาก มักจะมีไข้และไออยู่บ่อยครั้ง ทารกแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว ยิ่งอานิ่งต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมตั้งแต่ลืมตาดูโลก ร่างกายจึงยิ่งทรุดโทรมกว่าเด็กทั่วไป
เมื่อมู่หวังเฟยได้เห็นความเล็กบางของอานิ่ง นางก็เริ่มเข้าใจทันทีว่าเหตุใดหลี่เยว่หานถึงเพียรพยายามสั่งสมบุญกุศลให้ลูกนัก เด็กคนนี้ดูแล้วไม่เหมือนเด็กที่กำลังจะครบขวบปีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากดูเด็ก ๆ และนั่งคุยกันได้ครู่หนึ่ง บ่าวจากจวนมู่หวังเฟยก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
“หวังเฟย แย่แล้วขอรับ! คุณชายใหญ่มีเรื่องชกต่อยกับคนของจวนอู๋กั๋วกงที่กลางถนนขอรับ!” ผู้ที่มารายงานคือพ่อบ้านจวนมู่หวังเฟย ส่วนคุณชายใหญ่ที่เขากล่าวถึงก็คือ สวีซิ่งอี้ นั่นเอง
“ซิ่งอี้ไปชกต่อยกับใครที่ไหนเคยเสียเปรียบบ้าง เจ้าจะตกใจไปทำไม” มู่หวังเฟยกลับทำท่าทางเ