ี่เห็นต่างพากันใจสั่นระรัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง…
“หญิงโฉดหวังเฟิ่ง บังอาจใส่ร้ายป้ายสีเชื้อพระวงศ์กลางถนน มีโทษถึงตาย” เมิ่งฉีฮ่วนเดินตรงไปหาหลี่เยว่หาน เขากุมมือของนางไว้พลางกวาดสายตามองสำรวจไปทั่วร่าง เมื่อแน่ใจว่านางปลอดภัยดีแล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ยังไม่ทันที่หลี่เยว่หานจะทันได้ตั้งตัว เขาก็ชักกระบี่ยาวออกจากเอวของเฮ่อเจิ้งเทียนเสียงดัง ฉึบ! เตรียมจะสังหารหวังเฟิ่งทิ้งเสียที่นั่น
หวังเฟิ่งหวาดกลัวจนลืมหลับตาเสียด้วยซ้ำ ส่วนหลี่หรงหรงนั้นหน้าซีดเผือด หากไม่มีอวี้จวงคอยประคองคงล้มพับลงไปกองกับพื้นแล้ว
มีเพียงหลี่เยว่หานที่ยังมีสติ นางรีบคว้ามือของเมิ่งฉีฮ่วนไว้พลางทอดถอนใจ “ท่านอ๋อง อย่าเลยเจ้าค่ะ”
เมิ่งฉีฮ่วนมองนางด้วยความฉงน “นางหาทางกำจัดเจ้าตั้งหลายครั้งครา ยามนี้ยังกล้าก่อเรื่องถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงต้องไว้ชีวิตนางอีก?”
“…” หลี่เยว่หานนิ่งอั้นไปครู่หนึ่ง
หากเมิ่งฉีฮ่วนจะสังหารหวังเฟิ่งด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ แต่หากนางต้องตายด้วยน้ำมือของเมิ่งฉีฮ่วน เรื่องนี้จะกลายเป็นข้อครหาให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและองค์ชายทั้งสองนำไปโจมตีได้ทันที
อำนาจบัญชาการกองทัพห้าแสนนายแถบชานเมืองหลวงนั้น เมิ่งฉีฮ่วนเคยส่งมอบให้จงเจิ้งอวี่ดูแลในช่วงที่เขาไม่อยู่ แต่มีหรือที่จงเจิ้งอวี่จะไม่ระแวงเขา
นับตั้งแต่เขากลับเข้าเมืองหลวง ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเกรงว่าอำนาจจะตก