าไม่มีบัญชีอะไรต้องคิดกันเสียหน่อย” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางกอดแขนของเขาอย่างออดอ้อน “ข้าแค่คิดถึงท่านเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนสั่นไหว เขาถามกลับด้วยสีหน้าจริงจังทันทีว่า “เจ้าพูดแล้วคำไหนคำนั้นใช่หรือไม่?”
“เอ๋?” หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง “แน่นอน ข้าพูดคำไหนคำนั้น”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าก่อนจะเข้าไปในค่ายกล เจ้าพูดอะไรกับข้าไว้?” เมิ่งฉีฮ่วนกระแอมไอเบา ๆ พลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสบตานาง
หลี่เยว่หานลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าตนเองพูดอะไรไว้ แต่นางพยายามนึกทบทวนดูครู่หนึ่ง… ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก!
‘หากพวกเราออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะกอดและจูบท่าน จนกว่าท่านจะผลักข้าออกไปเอง!’
ตายละ… นางคงเสียสติไปแล้วแน่ ๆ เหตุใดตอนนั้นถึงกล้าพูดวาจาเช่นนั้นออกมา?!
“เฮ้อ ข้าว่าแล้ว คำพูดของสตรีเชื่อถือไม่ได้จริง ๆ” เมื่อเห็นนางนิ่งอึ้งไป เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง พลางส่ายหน้าและหยิบขนมที่ตั้งใจเอามาฝากนางขึ้นมากินเสียเอง
หลี่เยว่หานมองท่าทางเสแสร้งของเมิ่งฉีฮ่วน แล้วเหลือบไปเห็นใบหูของเขาที่แดงก่ำ นางจึงนึกสนุกอยากจะแกล้งเขากลับ
ในขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนกำลังถอนหายใจพลางเคี้ยวขนม หลี่เยว่หานที่สวมเพียงชุดตัวในสีขาวก็กระโจนเข้าหาจากด้านหลังและกอดเขาไว้แน่น นางจงใจเป่าลมหายใจอุ่น ๆ รดใบหูที่ร้อนผ่าวของเขา
“โบราณว่าไว้ เลี้ยงดูสตรีและคนพาลนั้นยากยิ