้นคือใครหรือ?” หลี่เยว่หานถามพลางกัดแผ่นแป้ง
“คนจากเกาะถงเซิงขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนเม้มปาก “พวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่าพวกเราจะทำลายค่ายกลสมุทรได้ เมื่อสองวันก่อนตอนที่ท่านอ๋องและพระชายายังพักผ่อนอยู่ พวกนั้นมาตะโกนท้าทายอย่างลำพองใจนัก แต่พอรู้ว่าค่ายกลหายไปแล้ว สองวันนี้ก็สงบเสงี่ยมลงมาก นี่ไงขอรับ เช้านี้รีบส่งคนมาบอกว่าต้องการจะเจรจาสงบศึก”
“เจรจาสงบศึก?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว “จะมาเจรจาแต่กลับส่งสตรีมาเนี่ยนะ?” กลิ่นแป้งและเครื่องหอมในอากาศช่างรุนแรงจนไม่ต้องเดา หากไม่ใช่เพราะช่วงหลังนางคลุกคลีอยู่แต่ในดงบุรุษกับเมิ่งฉีฮ่วนจนไม่ได้แตะต้องเครื่องประทินผิวเลย นางก็คงไม่จมูกไวขนาดนี้
ยามนี้ในท่ามกลางหมู่ชายฉกรรจ์ กลับมีกลิ่นหอมของสตรีโชยมา ช่างชัดเจนจนปิดไม่มิด
เฮ่อเจิ้งเทียนไม่คิดว่าหลี่เยว่หานจะจมูกไวปานสุนัขเช่นนี้ เขามีสีหน้าลนลานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะฝืนสงบนิ่งแล้วตอบว่า “ผู้ที่มาคือผู้อาวุโสของเกาะถงเซิงขอรับ โดยพาลูกศิษย์สาวมาด้วยสองคน…” ประโยคหลังจากนั้นไม่ต้องเอ่ย หลี่เยว่หานก็ล่วงรู้เจตนาได้ทันที
“อ้อ… เกาะถงเซิงคิดจะเล่นบท ‘ส่งสตรีแลกสันติราษฎร์ ไฉนเลยต้องพึ่งแม่ทัพ’ สินะ!” หลี่เยว่หานจงใจขึ้นเสียงสูง เพื่อให้คนในห้องได้ยินอย่างทั่วถึง
เฮ่อเจิ้งเทียนลูบศีรษะพลางนึกในใจว่า บทกวีที่พระชายาเอ่ยมานั้นช่างประจวบเหมาะและจิกกัดได้เจ็บแสบยิ่งนัก
มาเจรจาสงบศึกแต่กลับพาลูกศิษย์สาวสวยสะพรั่ง