ายของเขา ก่อนจะกล่าวว่า
“เรือเล็กลำนี้ยังมีแรงเฉื่อยที่จะส่งเราเข้าไปในม่านหมอกได้ พวกเราต้องอยู่ใกล้กันไว้”
แม้จะไม่รู้ว่าคำว่า ‘แรงเฉื่อย’ ที่หลี่เยว่หานพูดหมายถึงสิ่งใด แต่ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนเชื่อฟังนางเป็นที่สุด
เมื่อนางบอกให้กลับมา เขาก็วางไม้พายแล้วมุดกลับเข้ามาในประทุนเรือ สองสามีภรรยากุมมือกันแน่น สายตาจับจ้องไปยังม่านหมอกเบื้องหน้า
“ค่ายกลสมุทรเพิ่งถูกเจ้าทำลายไปรอบหนึ่ง ยังไม่ทันได้ซ่อมแซม หากเราเข้าไปอีกครั้ง ความอันตรายย่อมมีมากขึ้น เจ้าจงจำไว้ว่าอย่าได้โต้ตอบต่อภาพลวงตาของค่ายกลเด็ดขาด”
ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเมิ่งฉีฮ่วนกำชับเรื่องนี้กับหลี่เยว่หานจนนับครั้งไม่ถ้วน ทว่ายามนี้นางกลับไม่รู้สึกว่าเขาน่ารำคาญแม้แต่น้อย
“ท่านก็เช่นกัน หากค่ายกลสร้างภาพลวงตาเป็นตัวข้าขึ้นมา ท่านก็อย่าได้ถูกล่อลวงไปเสียล่ะ” หลี่เยว่หานหยอกเย้าเพื่อให้เขาคลายความกังวล
“ข้ารู้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว สายตาหม่นลงเล็กน้อยขณะมองไปยังมือที่กุมกันไว้ เพื่อความปลอดภัย นอกจากหลี่เยว่หานจะเสริมพลังจิตให้เขาแล้ว นางยังแบ่งพลังออกมาโอบล้อมมือที่กุมกันของทั้งสองคนไว้อีกด้วย การเดินทางครั้งนี้หลี่เยว่หานต้องสูญเสียพลังไปมหาศาลจริง ๆ
“เยว่หาน” เมื่อเห็นว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่ค่ายกล เมิ่งฉีฮ่วนพลันเรียกชื่อนางขึ้นมา
“อืม?” หลี่เยว่หานที่กำลังจับจ้องระยะทางอยู่ หันกลับมามองเขา
และจังหวะนั้นเองที่นางได้สบเข้ากับดวงตาอันลึ