ารทำเกินไปนัก
ทว่าเมื่อวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารรุนแรงขึ้นจนเริ่มมีคนหิวโหยจนต้องเข้าสำนักหมอหลวง ผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับจี้ซินเยว่มากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาไม่นำผักเน่าหรือไข่เน่าไปปาใส่ร้านขายเสบียงของทางการอีกต่อไป แต่เริ่มเปลี่ยนมาปาใส่จวนซิงกั๋วกงแทน
แม้ว่าพวกเขาจะรวบรวมความกล้าทำได้เพียงปาของเหล่านั้นลงบนที่ว่างหน้าประตูจวน แต่นั่นก็คือการแสดงออกถึงท่าทีของพวกเขา
อวี๋หลันมิได้ออกจากจวนมาหลายวันแล้ว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสาปแช่งจากหน้าประตูใหญ่ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
เรื่องที่หลี่เยว่หานเข้ามาพักในจวนซิงกั๋วกง นางมิได้มีอคติอันใด เพราะตัวนางเองก็เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของจวนนี้เท่านั้น แต่การที่ได้ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์มานานสิบกว่าปี
แล้วจู่ ๆ ก็มีลูกพี่ลูกน้องโผล่มา แถมยังได้รับความสำคัญจากท่านอาอวี๋เจ๋อฟางและอาสะใภ้ฟางจื่อหลานยิ่งกว่าตัวนางเอง สิ่งนี้ทำให้ในใจของอวี๋หลันย่อมเกิดความขุ่นมัว
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เยว่หานยังนำความเดือดร้อนมาสู่จวนกั๋วกงอีกด้วย
ดังนั้น ในวันที่สามที่จี้ซินเยว่มาตะโกนด่าทอระรานที่หน้าจวน อวี๋หลันจึงนำบ่าวไพ่ไปขนเสบียงหนึ่งรถม้าออกมาจากห้องคลัง และยังสั่งให้คนไปขอยืมเตาและกระทะมาตั้งโรงทานแจกโจ๊กที่กลางตลาด
เมื่อเสียงตะโกนแรกที่ว่า “จวนซิงกั๋วกงเปิดโรงทานแจกโจ๊กฟรีแล้ว!” ดังขึ้น ผู้คนที่หาซื้อเสบียงไม่ได้มากมายต่างก็