หวังเฟิ่งนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจู่ ๆ หลี่ต้าเฉิงจะจากไปง่าย ๆ เช่นนี้ นางนั่งอึ้งอยู่นานโดยไร้การตอบสนอง
ทันใดนั้น เพื่อนบ้านที่ยากจนพอกันก็มาเคาะประตู บอกหวังเฟิ่งว่าทางการมาตั้งโรงทานแจกข้าวต้มแล้ว ให้รีบหยิบชามไปรับข้าวต้ม มิเช่นนั้นหากไปช้าจะเหลือเพียงน้ำใส ๆ เท่านั้น
หวังเฟิ่งจึงได้สติขึ้นมา นางลุกจากเตียงแล้วคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะห่มผ้าให้หลี่ต้าเฉิงอย่างเรียบร้อยพลางกระซิบกับร่างที่ไร้วิญญาณนั้นว่า “ท่านพี่ ข้าจะไปรับข้าวต้มแล้วนะ รับมาเสร็จข้าจะรีบกลับมา ท่านจะได้ดื่มมันตอนที่ยังร้อน ๆ อยู่”
พูดเสร็จ หวังเฟิ่งก็หยิบชามใบใหญ่ที่สุดในบ้านซุกไว้ในอกเสื้อ ตอนจะเดินออกจากบ้าน นางยังระมัดระวังเป็นพิเศษในการปิดประตูให้เบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนคนที่นอนอยู่ข้างในจนตื่นขึ้นมา
อากาศวันนี้ย่ำแย่กว่าเมื่อวานเสียอีก นอกจากหิมะจะตกหนักแล้วยังมีลมหนาวกรีดแทงถึงกระดูก หวังเฟิ่งเดินตามแม่เฒ่าเพื่อนบ้านไปทีละก้าว ย่ำหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงทานของทางการ
ยายหลงผู้เป็นเพื่อนบ้าน เห็นหวังเฟิ่งมีท่าทางใจลอยจึงเป็นฝ่ายชวนคุยขึ้นก่อน “แม่นางหลี่ ท่านพี่ของเจ้าอาการเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
“ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อคืนยังลุกขึ้นมาเดินได้อยู่เลย” หวังเฟิ่งตอบไปโดยสัญชาตญาณ นางนึกถึงภาพที่เห็นหลี่ต้าเฉิงลุกจากเตียงเดินออกไปเมื่อคืน จึงปักใจเชื่อว่าเขาไม่ได้ตาย เมื่อครู่ต้องเป็นเพราะน