าคลำหน้าตัวเองพลางถาม “หน้าข้ามีสิ่งสกปรกติดอยู่หรือ?”
“เปล่า ข้าเพียงรู้สึกว่าเจ้าเติบโตขึ้นมาก” เมิ่งฉีฮ่วนฝืนยิ้มออกมา “ตอนที่ข้ามาถึงเมืองหลวงใหม่ ๆ เจ้ายังคิดอะไรไม่ได้มากขนาดนี้ แม้จะมีพละกำลังล้นเหลือแต่กลับรู้จักแต่การใช้กำลังหักหาญ ไม่รู้กระบวนยุทธวิธีใด ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิเคราะห์สถานการณ์เช่นตอนนี้เลย”
เมื่อได้รับคำชมจากเมิ่งฉีฮ่วน จงเจิ้งอวี่ก็เริ่มรู้สึกขัดเขินขึ้นมา “ก็เป็นเพราะมีอาจารย์ดีอย่างไรเล่าขอรับ”
“การเดินทางไปทางใต้ครานี้ทำให้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนมีความอดทนขึ้นมาอย่างหาได้ยาก “เดิมทีข้านึกว่าเจ้าเป็นเพียงท่อนไม้ผุ ยามนี้ดูท่าคงพอจะขุนขึ้นมาได้บ้าง”
แม้คำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนจะฟังดูระคายหูไปบ้าง แต่จงเจิ้งอวี่กลับรู้สึกยินดียิ่งนัก “จริงหรือขอรับ! ข้ารู้ว่าตอนแรกท่านอามายืนอยู่ข้างข้าเพราะรับคำสั่งจากเสด็จพ่อ แต่การที่ได้รับคำยืนยันจากท่านเช่นนี้ พิสูจน์ได้ว่าข้าเองก็มีความสามารถพอที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นได้!”
“เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งคู่ต่อสู้ของเจ้าจะกลายเป็นข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลง “หากจะว่ากันตามลำดับศักดิ์ ข้าเป็นท่านอาของพวกเจ้า ย่อมมีความชอบธรรมมากกว่า”
สิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวนั้นไม่ผิด หากวันหนึ่งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะส่งต่อราชบัลลังก์ ตัวเขาที่เป็นฉีอ๋องย่อมเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง รองลงมาจึงจะเป็นบรรดาองค์ชายทั้งหลาย นี่คือกฎมณเฑียรบ