อีกอย่างที่นางสามารถตามมาหาเรื่องหลานที่หอฝานเทียนได้ แน่นอนว่าต้องเตรียมการมาก่อน หลานก็ได้แต่แกล้งทำน่าสงสารเท่านั้น”
“เจ้าแสบ” ฟางจื่อหลานยื่นนิ้วแตะหน้าผากหลี่เยว่หานเบา ๆ “แต่เจ้าคิดหรือไม่ว่า แม้ตอนนี้จี้ซินเยว่จะยอมชดใช้ห้าแสนตำลึง แต่นิสัยเช่นนั้นของนาง สักวันต้องเอาคืนแน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หรี่ตายิ้ม “วางใจเถิด ข้าวางแผนไว้หมดแล้ว เงินห้าแสนตำลึงนี้ข้าจะไม่เก็บไว้สักแดงเดียว นอกเมืองหลวงไม่มีหมู่บ้านผู้อพยพหรือ ข้าจะบริจาคเงินทั้งหมดไปสร้างหมู่บ้านผู้อพยพ โดยเฉพาะการตั้งโรงยาที่นั่น เช่นนี้ต่อไปไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยจากมนุษย์ หมู่บ้านผู้อพยพก็จะไม่เกิดโรคระบาด”
คำพูดของหลี่เยว่หานตรงใจฟางจื่อหลานอย่างยิ่ง
ทุกปีไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติใหญ่น้อย ก็มีผู้อพยพมาที่เมืองหลวงเสมอ แต่เมืองหลวงไม่ใช่ที่ที่จะเข้าได้ง่าย ๆ ดังนั้นห่างจากเมืองหลวงยี่สิบลี้จึงมีหมู่บ้านผู้อพยพ เป็นที่ที่ทางการใช้รองรับผู้อพยพ มีแต่กระท่อมมุงหญ้า ฤดูร้อนกันฝนไม่ได้ ฤดูหนาวกันหิมะไม่ได้ ทุกปีผู้อพยพที่มาหลบภัยที่เมืองหลวง ส่วนใหญ่ถ้าไม่ตายระหว่างทาง ก็ตายในหมู่บ้านผู้อพยพ
เพราะหลายคนติดโรคระหว่างทาง ในหมู่บ้านผู้อพยพไม่อาจได้รับการรักษาทันท่วงที ตายในหมู่บ้านผู้อพยพ ศพเน่าเปื่อยก็นำมาซึ่งโรคใหม่
นานวันเข้า ทุกคนต่างรู้สึกว่าหมู่บ้านผู้อพยพอัปมงคล เพราะที่นั่นมีโรคระบาดชุกชุม