นของพวกเรานี่ เดิมทีเป็นของเด็กสาวหลี่เยว่หานนั่นแหละ” ผู้เฒ่าหลิ่วกล่าวพลางถอนหายใจ “แต่เดิมตระกูลหลิ่วของพวกเราติดหนี้บุญคุณหลี่เยว่หานกับมารดาของนาง ตอนแรกคิดว่าการรับนางมาเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลหลิ่วนั้นก็ตอบแทนบุญคุณแล้ว แต่ไม่คิดว่าเด็กสาวคนนั้นพอได้ยินว่าตระกูลหลิ่วมาถึงเมืองหลวงก็รีบส่งคนมามอบโฉนดลานบ้านนี้ให้ข้าทันที คิดไปคิดมา ตระกูลหลิ่วของพวกเรายังคงติดหนี้บุญคุณเด็กสาวคนนั้นอยู่เลย…”
หลิ่วฟูเหรินได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง หลี่เยว่หาน?หลี่เยว่หานเป็นไปไม่ได้…
“บางเรื่อง พวกเราไม่ควรมองแค่ผิวเผิน” ผู้เฒ่าหลิ่วกล่าวพลางมองไปยังที่ไกล ๆ อย่างเลื่อนลอย “เมื่อคืนข้าให้คนไปสืบมาแล้ว มารดาของเด็กสาวคนนั้น เป็นคุณหนูใหญ่ของจวนกั๋วกงที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ส่วนเด็กหนุ่มตระกูลเมิ่งนั่นก็ได้เป็นแม่ทัพแล้ว ส่วนหลี่เยว่หานเด็กสาวคนนั้นก็เป็นภรรยาลำดับที่หนึ่งแล้ว…”
หลิ่วฟูเหรินสับสน “นี่…นี่จริงหรือเท็จกันแน่?!”
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วมองไปที่ลูกสะใภ้ของตนแล้วกล่าวว่า “ทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันหมดแล้วว่าจวนกั๋วกงได้พบหลานสาวที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจัดงานเลี้ยงไป คุณหนูน้อยคนนั้นตอนนี้ก็คือภรรยาลำดับที่หนึ่ง ชื่อ หลี่เยว่หาน และยังเป็นภรรยาเพียงคนเดียวในหมู่นายหญิงที่มียศเป็น ‘ท่านหญิง’ อีกด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วฟูเหรินก็อ้าปากค้าง “ท