้ายหลี่เยว่หานจึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์จริง แต่เหตุผลที่สนิทกับฮ่องเต้ได้ถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะเขาเป็นสหายของจงเจิ้งเสียน เมื่อจงเจิ้งเสียนจากไปแล้ว ฮ่องเต้เฒ่าก็อาจใกล้ชิดกับผู้คนรอบตัวจงเจิ้งเสียนอยู่เสมอ
เมื่อคิดแบบนี้ หลี่เยว่หานจึงไม่แอบคิดในใจแล้ว ทำเพียงก้มหัวเพื่อถวายความเคารพต่อฮ่องเต้ พลางกล่าวว่า “กราบทูลฝ่าบาทตามตรง หม่อมฉันไม่ชอบเป็นคนก่อปัญหาอยู่แล้วเพคะ”
“ข้ารู้! ข้ารู้!” ฮ่องเต้เฒ่าจงเจิ้งพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลังจากนั้นก็หันมองหลี่เยว่หานด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าว “เจ้ารู้จักกับแม่แท้ ๆ ของเจ้าอวี๋ปิงซูหรือไม่?”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หลี่เยว่หานก็ตกตะลึง ก่อนจะส่ายหัวโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าดูสิ! นางบอกว่าไม่รู้จักแม่นางผู้นี้!” ฮ่องเต้เฒ่าชี้ไปทางหลี่เยว่หานด้วยท่าทางดีใจ ก่อนจะหันมองเมิ่งฉีฮ่วน ดีใจประหนึ่งชนะการเดิมพัน
เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้าลงอย่างช่วยไม่ได้ “ฝ่าบาททรงมีปัญญายิ่ง”
“แม่นางเยว่หาน เราจะบอกให้เจ้าฟัง บรรพบุรุษของเจ้าคือตำหนักซิงกั๋วในปัจจุบันนี้ แม่ของเจ้าอวี๋ปิงซูคือลูกสาวคนโตของตำหนักซิงกั๋ว ในตอนนั้นครอบครัวขุนนางตำหนักซิงกั๋วโดนเรียกตัวจากเมืองหนิงมายังเมืองหลวง แต่พวกเขากลับต้องปะทะกับกลุ่มโจรระหว่างทาง แม่ของเจ้าจึงหลงทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนแรกตามหากันนานอยู่นานหลายปีแต่ก็ไม่พบอะไร ไม่คิดเลยว่าจะไปตั้งรกรากอยู่ที่มณ