ต่ฮ่องเต้ที่ปกติแล้วจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอย่างสนุกสนานอยู่เสมอก็อดที่จะซ่อนรอยยิ้มเสียไม่ได้ ก่อนจะมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าจริงจัง พลางบอกกล่าว “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่สองพี่น้องจะปรากฏตัว ดังนั้นถ้าหากพวกเขาอยู่ข้างกายพวกเจ้า เราก็วางใจ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เยว่หานจึงตัดสินใจด้วยตัวเอง ก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้น แล้วนำลัญจกรหยกออกมา พลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงนำลัญจกรหยกกลับไปเถิดเพคะ เนื่องจากมันเป็นสมบัติของแคว้น จึงไม่อาจนำมันออกไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกได้”
ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้เท่านั้น แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ทันคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะนำลัญจกรหยกออกมาในตอนนี้ และเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าหลี่เยว่หานจะพกลัญจรหยกติดตัว!
“…” เมื่อมองดูแท่งหยกที่กำลังส่องแสงในมือของหลี่เยว่หาน ฮ่องเต้จึงไม่คิดมีข้อกังขาเกี่ยวกับความถูกต้องของลัญจกรหยกเลย เพียงแต่ตอนนี้อารมณ์ของเขาซับซ้อนมาก
ในอีกแง่หนึ่งแล้ว เขาไม่อยากนำลัญจกรหยกกลับมา เนื่องจากหากลัญจกรหยกถูกพบเห็นแล้ว เช่นนั้นคงมีข่าวว่าสมบัติของแคว้นได้กลับคืนสู่ท้องพระคลังอย่างไม่สามารถปิดบังได้ และสิ่งนี้อาจเป็นการเริ่มต้นสู่ยุคนองเลือดของราชวงศ์อีกครั้ง
ส่วนในอีกแง่หนึ่งเขาก็อยากได้ลัญจกรหยกกลับคืนมา ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ลูกชายที่เขาภาคภูมิใจที่สุดก็ได้ถือกำเนิดมาเพราะหยกแท่งนี้ นอกจากนี้ลัญจรกรหยกยังเป็นสมบัติของแคว้นด้วย ไม่ว่าจะพูดอย่างไร แต่สม