ะไรก็เริ่มร้องไห้ “ท่านอาสะใภ้ ท่านจะไม่ต้องการลูกของท่านอาไม่ได้ ท่านอาอายุมากถึงเพียงนี้แล้วยังไม่มีลูกสืบสกุลเลย เด็กคนนี้แน่นอนว่าท่านอาย่อมต้องการ!”
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ เหยียนจื่อเซียงก็เข้าใจได้ทันที
ก่อนหน้านี้นางรู้เพียงว่าสองพี่น้อง มู่ชวนและหลิงซี ไม่ใช่ลูกของหลี่เยว่หาน มาตอนนี้นางได้รู้แล้วว่าสองพี่น้องคู่นี้จริง ๆ แล้วเรียกหลี่เยว่หานว่าอาสะใภ้
เมื่อคิดเช่นนี้ คิ้วของเหยียนจื่อเซียงก็ขมวดแน่น
คิดอย่างไร ผิวน้ำตื้น ๆ ของหลี่เยว่หานนั้นกลับยิ่งลึกขึ้นเรื่อย ๆ… การที่นางคบค้าสมาคมกับหลี่เยว่หานเป็นสิ่งดีต่อตระกูลเหยียนจริงหรือ?
“ท่านอาสะใภ้ มิสู้หนีเหมือนที่เราเคยทำตอนนั้นเล่าขอรับ” มู่ชวนอย่างไรก็เป็นเด็กผู้ชาย เขาจึงไม่มาร้องไห้กอดขาของหลี่เยว่หานเหมือนหลิงซี ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้ หากเราใช้วิธีการหนีไปเช่นในตอนนั้นอีกเป็นครั้งที่สองจะทำให้เกิดความสงสัยจากทุกทิศทุกทาง องค์ชายสามเองไม่ได้กินผักกินหญ้า ในท้ายที่สุด เขาก็ต้องทำการตรวจสอบเป็นแน่”
เอ่ยจบ หลี่เยว่หานก็หันหน้าไปมองเหยียนจื่อเซียง แล้วกล่าวว่า “จื่อเซียง ข้าขอถามอะไรเจ้าสักอย่างหนึ่งได้ไหม?”
เหยียนจื่อเซียงซึ่งเดิมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ด้วยไม่รู้ว่าจะยื่นมือเข้าช่วยหลี่เยว่หานได้อย่างไร เมื่อได้ยินถ้อยคำของหลี่เยว่หาน จึงรีบพยักหน้าทันที “พี่สา