้น จื่อเซียง เจ้าช่วยดูทีว่าน้ำแกงในหม้อเดือดดีหรือยัง”
ยังไม่ทันขาดคำ อาการคลื่นไส้ของหลี่เยว่หานก็ตีขึ้นมาอีกระลอก ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าอาการอาเจียนแห้ง มีแต่ลมจะหยุดลง
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเป็นแบบนี้” เหยียนจื่อเซียงร้อนใจราวหนูติดจั่น “มู่โทว เสี่ยวหลิงตัง น้าจะไปหาท่านหมอ พวกเจ้าคอยดูแลพี่สาวเยว่เอาไว้นะ” เอ่ยจบ เหยียนจื่อเซียงก็เปิดฝาหม้อ แล้วตักน้ำแกงใส่ชาม “พี่สาว ดื่มน้ำแกงนี่สักคำก่อน แล้วอย่าอาเจียนออกมา”
น้ำแกงตุ๋นนี้เป็นฝีมือของหลี่เยว่หาน กลิ่นหอมตีขึ้นจมูก โดยปกติแล้วหลี่เยว่หานชอบตุ๋นน้ำแกงเพื่อบำรุงร่างกาย
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนจื่อเซียง หลี่เยว่หานก็เอื้อมมือไปรับน้ำแกงมา ทว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทันทีที่ได้กลิ่นหอมของน้ำแกง อาการคลื่นไส้ก็ตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะอาเจียนแบบมีแต่ลมออกมาอีกระลอก ราวกับว่าอดรนทนไม่ไหวจึงต้องระบายความกล้าออกมาจนหน้าเขียวหน้าดำ
“ท่านแม่ ดื่มน้ำร้อนสักหน่อย” หลิงซีเทน้ำร้อนให้หลี่เยว่หาน แต่คราวนี้ หลี่เยว่หานไม่อาเจียนแล้ว
เมื่อมู่ชวนเห็นว่าหลี่เยว่หานดีขึ้น เขาก็หันหน้าไปจ้องเหยียนจื่อเซียง แล้วเอ่ยว่า “ท่านทำอะไรท่านแม่ของพวกเรา”
เหยียนจื่อเซียงนั้นยังคงตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ยังไม่กลับมามีสติ มู่ชวนเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งโกรธ เด็กชายก้าวเข้าไปบังสายตาของเหยียนจื่อเซียงซึ่งกำลังมองหลี่เยว่หานอยู่ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาเต็มเปี่ยมด้วยความโ