นที่พวกท่านตามหาไม่ทันปกปิดร่องรอย จะเผ่นขึ้นมาบนเรือของตึกซ่างเซียนเราได้อย่างไร เกรงว่าคงกลับไปโลกเผ่ามารแต่แรกแล้ว ถ้าอย่างไรก็คงอยู่ระหว่างทาง เขารั้งอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์”
เทียนกงเจินเหรินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยถามจิ่งฮุย “เช่นนั้นพวกเจ้าเคยพบเห็นผู้บำเพ็ญเซียนที่ใช้เปลวไฟสีสันแปลกประหลาดหรือไม่ เช่นสีฟ้าหรือสีดำ ขอเพียงไม่ใช่สีเหลืองแดงธรรมดาก็พอ”
“นี่…” จิ่งฮุยครุ่นคิด เขาคิดบัญชีอยู่ที่นี่ทั้งวัน มีเวลาว่างออกไปที่ไหน บรรดาผู้บำเพ็ญเซียนเข้ามากินอาหารดื่มสุรา คงไม่แบกเวทมนตร์ของตนเองไว้บนศีรษะหรอก
“มี บนเรือมีผู้บำเพ็ญเซียนเช่นนี้” ผู้รับใช้ที่พูดคุยกับจินเหยาเมื่อครู่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมาตลอด หลังจากได้ยินว่าพวกเขาตามหาผู้บำเพ็ญเซียนที่มีเปลวไฟประหลาด รีบเอ่ยปากทันที
“เจ้าเคยเห็น?” เทียนกงเจินเหรินยินดีอยู่บ้าง รีบเอ่ยถาม
“เคยเห็นตอนมาที่นี่ เห็นนางใช้เปลวไฟสีฟ้าเช่นนี้สังหารสัตว์ปิศาจมาตลอดทาง เมื่อครู่ยังสอบถามข้าถึงโลหิตตานมาร เมื่อครู่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะตัวนั้น เอ๋? เหตุใดจึงหายตัวไปแล้วเล่า ตอนที่พวกท่านเข้ามานางยังอยู่เลย” ผู้รับใช้ชี้สถานที่ซึ่งจินเฟยเหยานั่ง พบว่าจินเฟยเหยาหายไปอย่างกะทันหัน
“อา! เมื่อครู่มีผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนหนึ่งเดินมา บอกให้ข้าถอยไปจะเดินผ่าน ข้าจึงให้นางออกไป” ผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันร้องเสียงดัง
“เจ้าโง่! รี