นใจของนางรู้สึกอึดอัดอยู่สักหน่อย เพราะทั้งนางและลั่วซืออวี่ล้วนเป็นยอดโฉมงามแห่งโลกบำเพ็ญเซียน ย่อมดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบ
สายตาเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกคันยิบไปทั้งตัว ประหนึ่งว่ามีมดนับล้านตัวมาไต่อย่างไรอย่างนั้น
นางเป็นถึงหญิงสาวที่สวรรค์ประทานลงมา เป็นเทพธิดาแห่งอารามเต๋าหลินเซียน เป็นผู้สูงส่งกว่าใคร ต่อให้เป็นชายหนุ่มเปี่ยมพรสวรรค์จากโลกบำเพ็ญเซียน ยามที่เห็นตนก็ทำได้เพียงแต่แอบเมียงมอง ใครๆ ก็ล้วนหวาดหวั่น
ทว่าที่นี่นางถึงกับถูกปุถุชนโขยงหนึ่งจ้องมอง ไม่คุ้นชินเป็นที่สุด
หากเป็นยามปกติ นางอาจสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป หรือไม่ก็แปลงกายเป็นเซียนผู้สูงส่ง ทำให้ปุถุชนพวกนี้ไม่กล้ามองเสียเลย
เพียงแต่ว่าที่นี่ ลั่วซืออวี่เตือนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงทำได้แค่อดทนอดกลั้น
“ซืออวี่ เล่านิทานกับเผยแผ่คำสอนเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือ” ฉินม่านอวิ๋นเอ่ยถาม
ลั่วซืออวี่กำลังจะตอบ กลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่หน้าประตูภัตตาคาร จึงกลืนคำพูดลงคอในทันใด “บัณฑิตท่านนั้นมาแล้ว จำไว้ว่าอย่าได้ส่งเสียงรบกวนเวลาเขาเล่านิทาน!”
ฉินม่านอวิ๋นเบนสายตาไปยังบัณฑิตคนนั้น
กลับเห็นเพียงเสื้อคลุมสีดำยาว การแต่งกายเฉกเช่นบัณฑิตอ่อนปวกเปียก กลิ่นอายรอบกายนั้นตรงตามมาตรฐานของปุถุชนธรรมดาทุกกระเบียดนิ้ว
สิ่งเดียวที่พิเศษนั่นก็คือเขาเดินเท้าเปล่า บนเท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน
เขาเป็นบัณฑิตรับใช้ปรมาจารย์หรือ?
ฉินม่านอวิ๋นเห