็นที่หนึ่งในบรรดาสำนักที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิบ จะเป็นรองก็เพียงสำนักความลับแห่งสวรรค์จากเทือกเขาอู่เหลียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้ความลับอยู่พอสมควร ตำหนักเมฆาขาวเป็นกลุ่มที่ทั้งทรงอำนาจและสุดลึกลับ มีเพียงสำนักความลับแห่งสวรรค์ที่ลึกลับพอๆ กันที่จะพอเทียบเคียงได้…
เจ้ามู่เฉิงเดินวนรอบที่พักพร้อมเอามือไพล่หลัง ดูเหมือนกำลังตั้งจิตทำสมาธิอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา
เขายกมือขึ้นดีดนิ้ว พลันเงาหนึ่งก็กระโจนออกมาจากความมืดมิด
เงานั้นเป็นนักบวชหัวโล้นในชุดผ้าฝ้ายสีดำ บนศีรษะของเขามีแผลเป็นลากเป็นแนวยาวอยู่สองแผล แผลหนึ่งหน้าตาเหมือนตะขาบแสนดุร้ายที่พาดจากคิ้วเขาไปยังท้ายทอยด้านหลัง
“ท่านผู้อาวุโสขอรับ” นักบวชหนุ่มยิ้มด้วยหน้าตาดูไม่มีพิษมีภัย หากไม่ใช่เพราะแผลเป็นตะขาบนั่น เขาคงดูสมถะจริงใจไปแล้ว
“ฉางเต๋อ เจ้ามีขั้นปราณสูงที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของข้าที่เกาะมหายาน ข้ามีภารกิจมอบหมายให้เจ้าทำในวันพรุ่งนี้ จงไปทำให้สำเร็จลุล่วงเสีย…” เจ้ามู่เฉิงยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง จากนั้นก็ประกาศให้นักบวชหนุ่มทราบด้วยรอยยิ้ม
นักบวชหนุ่มนามว่าฉางเต๋อยิ้มกว้าง “ได้ขอรับท่านผู้อาวูโส อะไรก็ตามที่ฉางเต๋อคนนี้ทำได้ ต่อให้ต้องบุกป่าลุยไฟและยอมตายเพื่อท่านสักพันสักหมื่นครั้งข้าก็ทำขอรับ”
เจ้ามู่เฉิงยิ้มมุมปาก แม้นักบวชหนุ่มผู้นี้จะมาจากสำนักพุทธแห่งเกาะมหายาน แต่กลับเก่งเรื่องการโป้ปดมดเท็จเป็นที่หนึ