วก็อดไม่ได้ที่จะรายงานให้อู๋อวิ๋นไป่รู้
อู๋อวิ๋นไป่ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร นางเพียงหยักหน้ารับรู้เท่านั้น
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้นางเองก็ได้กลิ่นสุรา แต่ไม่อยากจะไปรวมกลุ่มแย่งชิงกับพวกขั้นนักพรตยุทธการ สถานการณ์ในนครหลวงทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงตลอด ทั้งยังเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนฝีมือแก่กล้ามากมาย หญิงสาวไม่ได้นำผู้ติดตามจากตำหนักเมฆาขาวมาด้วยมากนัก แปลว่านางไม่ได้มีแต้มต่ออะไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่อยากเข้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
นางตั้งใจว่าจะไปหาปู้ฟางในวันพรุ่งนี้เพื่อทวงถามเขาเรื่องดอกบัวประมุขน้ำแข็ง จากนั้นก็ใช้มันเพื่อบรรลุปราณระดับเจ็ด หากทำสำเร็จ นางก็จะมีแต้มต่อในนครหลวงมากกว่านี้
เมื่อถึงตอนนั้น… นางก็น่าจะมีกำลังพอเข้าแย่งชิงต้นตื่นรู้ทางห้าสายด้วยได้
“สวรรค์ช่วย! มีขั้นนักพรตยุทธการวิ่งแก้ผ้าใต้แสงจันทร์! ตาข้าจะบอดแล้ว พวกขั้นนักพรตยุทธการที่นครหลวงนี่หน้าด้านหน้าทนกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ” อาจารย์อาอู๋อุทานออกมาด้วยความตกใจ
อู๋อวิ๋นไป่ปิดตาแน่นกว่าเดิม ใบหน้าเริ่มเขียวด้วยความหงุดหงิด… “ข้ากำลังฝึกปราณอยู่ เจ้าเลิกเจ๊าะแจ๊ะเสียทีได้หรือไม่ ข้านั่งจนเหน็บแทบกินแล้ว…
“กับอีแค่ขั้นนักพรตยุทธการแก้ผ้าวิ่ง” อู๋อวิ๋นไป่จินตนาการเอาเองในหัว อ้า ช่างเป็นภาพที่สวยงามอะไรเพียงนี้ ต้องสว่างเจิดจ้ามากแน่ๆ
…
ณ ท้องพระโรงของพระราชวัง
บรรยากาศภายในค่อนข้างอึมครึม จีเฉิงเสวี่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์ คิ้วขมวดมุ่นเ