ตาไปมองเซียวเยียนอวี่ เขาสังเกตเห็นแววความชิงชังในดวงตาของนางทันที
ปู้ฟางไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ไม่นานนักเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องได้ ขนมสัปปะรดนี้เซียวเยียนอวี่เป็นคนทำ ไม่ใช่มารดาของนาง… รสชาติจึงต่างกันราวฟ้ากับเหวถึงเพียงนี้
เซียวเสี่ยวหลงและโอวหยางเสี่ยวอี้เห็นใบหน้าอับอายของปู้ฟาง และสายตากินเลือดกินเนื้อของเซียวเยียนอวี่ แล้วก็อดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้
“เถ้าแก่ปู้ แค่พี่หญิงข้าลุกขึ้นมาเข้าครัวทำอาหารก็แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในชาตินี้ แต่ท่านกลับวิพากษ์วิจารณ์ขนมอบที่นางตั้งใจทำแทบตายเสียจนเละไม่มีชิ้นดี คราวนี้ข้าว่าท่านข้ามเส้นจนนางโกรธจริงๆ แล้วละ” เซียวเสี่ยวหลงพูดกลั้วหัวเราะ
ปู้ฟางเม้มปาก ขนมสับปะรดนั้นรสชาติแย่อย่างที่เขาพูดทุกประการ ถึงจะเป็นฝีมือเซียวเยียนอวี่ แต่เขาก็ไม่ใช่คนมีนิสัยชอบยกยอปอปั้นผู้อื่นด้วยคำโป้ปดมดเท็จ…
แต่ความจริงที่ว่าทั้งสามอุตส่าห์มาเยี่ยมเขาในคืนนี้ ก็ทำให้จิตใจที่เคยเหี่ยวเฉาของชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ปู้ฟางจึงคิดว่าตนเองต้องตอบแทนความเอื้ออาทรของคนทั้งสามเสียหน่อย
“ทำอาหารให้สามคนนี่กินดีไหมนะ” ปู้ฟางคิดก่อนจะส่ายหน้าแล้วโยนความคิดนั้นทิ้งไป ทั้งสามมาอุดหนุนร้านเขาเป็นประจำ จึงคุ้นเคยกับรายการอาหารในร้านเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้หากทำแค่อาหารในร้านที่รู้กันอยู่แล้วให้กินก็จะดูไม่จริงใจพอ
“คืนนี้เป็นคืนก่อนวันเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเทียบได้