้ได้”
“องค์ชายพะย่ะค่ะ สองสามปีมานี้บรรดาสำนักน้อยใหญ่ต่างพากันกระด้างกระเดื่องมากเหลือ ในเมื่อองค์จักรพรรดิส่งแม่ทัพใหญ่เซียวไปกำราบสำนักเหล่านี้ ข้าเกรงว่าแม่ทัพใหญ่เซียวเหมิงได้กลายเป็นหนามยอกอกบรรดาสำนักน้อยใหญ่ไปเสียแล้ว ขณะที่เขาพาตัวนักโทษเข้านครหลวงมา ข้ามั่นใจว่าบรรดาศิษย์ของสำนักเหล่านั้นจะต้องพยายามก่อความไม่สงบอย่างแน่นอน สายลับของเรารายงานว่า ผู้ฝึกตนจากห้าสำนักในรีตและสามสำนักนอกรีตได้แทรกซึมเข้านครหลวงมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ซูฉีพูดพร้อมขมวดคิ้ว
“ก่อความไม่สงบรึ เช่นนั้นสิยิ่งดี มีหลายสิ่งที่สำเร็จได้ง่ายขึ้นในยามที่โลกภายนอกกำลังโกลาหล นั่นมิใช่แผนการของน้องสองของข้ารึ มิเช่นนั้นแล้วเขาจะส่งนักฆ่าไปสังหารน้องสามทำไม แต่น้องสองคงไม่ได้คาดคิดว่าน้องสามจะกลับมาได้โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน” องค์ชายรัชทายาทหัวเราะในลำคอ เอามือไพล่หลังพร้อมมองออกนอกหน้าต่างไปไกล
ซูฉีอึ้งอยู่กับที่และไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเป็นเพียงที่ปรึกษาองค์ชายเท่านั้น จึงมีหน้าที่พูดในยามที่ควรพูดและเงียบในยามที่ควรเงียบ
“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้เรื่องของน้องสามแล้ว ข้าไม่เป็นห่วงเขาแม้สักนิด คนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือน้องสองต่างหาก แต่ถึงอย่างไรเรื่องการลอบสังหารครั้งนี้ก็มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล จงส่งคนไป… ไม่สิ เจ้าควรไปที่ร้านอาหารเล็กๆ ใจทมิฬหินชาตินั้นด้วยตนเองเลยดีกว่า เป็นร้านที่น่าสนใจดีไม่น้อย” มกุฎราช