นั้น เยวี่ยเชียนเหมินคิดถึงเรื่องราวในอดีตเหล่านั้น มองไปทางฉือเยี่ยนที่นั่งอยู่ในมุมหนึ่ง ตั้งแต่ต้นจนจบการประชุม ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาซั่งเต๋อของชิงซานผู้นี้ไม่ได้พูดอะไรเลย นี่ทำให้เขารู้สึกแปลก ความระแวงค่อยๆ เกิดขึ้น
“คนที่หนีออกมาจากคุกสะกดมารผู้นั้นจะต้องสืบหาให้ได้” เขาดึงสายตากลับมา พลางกล่าวกับสมณะตู้ไห่และลู่กั๋วกง
เรื่องราวห้ามมิให้พูดถึง ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดลง หากสำนักจงโจวอยากจะกู้ชื่อเสียงของตนเองกลับมา และกลับมาเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอีกครั้ง พวกเขาก็ต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ลู่กั๋วกงกล่าวว่า “วันนั้นในตอนที่คนผู้นั้นหนีออกมาจากคุกสะกดมาร ผู้อาวุโสเยวี่ยอยู่ใกล้กับเขามากที่สุด ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าเคยบอกแล้ว คนผู้นั้นอย่างน้อยก็อยู่ในขั้นแปรจิต”
เยวี่ยเชียนเหมินคิดถึงความเร็วและการเคลื่อนไหวอันน่าเหลือเชื่อของเงาดำสายนั้น คิ้วค่อยๆ ขมวดขึ้นมา
ผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนผู้หนึ่งกล่าวเสียงเบาๆ ขึ้นมาว่า “ยอดฝีมือระดับนี้ในสำนักต่างๆ มีอยู่ไม่เท่าไหร่ การจะสืบทุกคนคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
“สืบเรียบร้อยแล้ว”
เหอกั๋วกงเดินเข้ามาจากด้านนอก
สมณะตู้ไห่มองดูเขา
เหอกั๋วกงส่ายศีรษะ
เมื่อเห็นภาพนี้ เยวี่ยเชียนเหมินพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสของแต่ละสำนักที่อยู่ในขั้นแปรจิตขึ้นไป ในเวลานั้นถ้าไม่บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำของตัวเองก็ไปทำเรื่องอื่นอยู่ ทุกค