ื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามของนักพรตสองคนนี้พร้อมกัน หากเป็นคนส่วนใหญ่ก็คงจะยืนไม่อยู่แล้ว แม้แต่คำพูดก็คงพูดไม่ปะติดปะต่อ
ทว่าบนใบหน้าของจักรพรรดิแห่งหมิงกลับไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เจ้ามังกรโลภตัวนี้คิดอยากจะกินข้า หรือข้าต้องปล่อยให้มันกินข้าเข้าไป?”
ความหมายของประโยคนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก หากจะพูดถึงเรื่องผิดข้อตกลง ก็เป็นชางหลงที่เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงก่อน
“สาธุๆ”
บนท้องฟ้ามีเสียงฉานจึดังขึ้นมา
ฉานจึลอยเข้ามา เท้าเปลือยเปล่าที่ขาวสะอาดสองข้างดูสะดุดตาเป็นอย่างมากในท้องฟ้า คล้ายดอกบัวสองดอกที่งอกออกมาจากความว่างเปล่า
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ขอฝ่าบาทได้ทรงปล่อยดวงจิตของชางหลงก่อน พลังของฝ่าบาทนั้นแข็งแกร่ง หากช้าไปกว่านี้ เกรงว่าดวงจิตของชางหลงคงจะทนต่อไปไม่ไหว”
จักรพรรดิแห่งหมิงกล่าวอย่างแปลกใจ “ตอนนี้ผู้ที่ดูแลวัดกั่วเฉิงเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งอย่างนั้นหรือนี่? พูดจาไร้เดียงสาน่ารักจริง”
ฉานจึยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย เรื่องนี้วัดกั่วเฉิงจะทำการตรวจสอบด้วยตัวเอง พวกเราจะต้องมีคำอธิบายให้แก่ฝ่าบาทอย่างแน่นอน ไยต้องเอาทองไปลู่กระเบื้องด้วย”
จักรพรรดิแห่งหมิงหัวเราะเสียงดังขึ้นมา กล่าวว่า “ยังจะอธิบายอะไรอีก? แสดงความขอโทษอย่างสุดซึ้ง จากนั้นเอาข้าไปขังไว้ในคุกสะกดมารอีกหกร้อยปี?”
ฉานจึกล่าวอย่างจริงจัง “หากชางหลงเป็นฝ่ายผิด