า กล่าวว่า “หรือว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเจ้ามอบลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงให้ไท่ผิงเป็นรางวัล?”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ถูกต้อง”
จักรพรรดิแห่งหมิงหัวร่อขึ้นมา ภายในเสียงหัวเราะแฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกเย้ยหยันและดูแคลน เขากล่าวว่า “ที่แท้เจ้านั่นมันน่าสงสารเสียยิ่งกว่าข้าอีก เป็นแค่สุนัขตัวหนึ่งที่ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อช่วยเจ้านายจับเหยื่อที่ใหญ่ที่สุด แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ลิ้มรสแม้กระทั่งน้ำแกงเนื้อ ได้แค่เพียงกระดูกที่ไม่มีวันกินได้มาเป็นรางวัลแท่งหนึ่ง”
หากฝึกบัญชาเพลิงวิญญาณไม่สำเร็จ ก็ไม่มีทางใช้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงได้
ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงเป็นของที่ล้ำค่าที่สุดในสามโลก แต่เมื่อมาอยู่ในมือนักพรตไท่ผิงมันก็เป็นแค่ก้อนหินที่ดูดีก้อนหนึ่งเท่านั้น
จิ๋งจิ่วเห็นด้วยกับคำพูดของจักรพรรดิแห่งหมิง เพราะลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงอยู่ในมือเขาก็เป็นแค่เพียงก้อนหินก้อนหนึ่งเช่นกัน จนกระทั่งในตอนนี้มันถึงจะแสดงประโยชน์ของมันออกมาบ้าง
จักรพรรดิแห่งหมิงพลันถามขึ้นมา “ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงอยู่ในมือเจ้า?”
ก่อนหน้านี้เขาถามคำถามเดียวกันนี้ แต่ความหมายย่อมไม่เหมือนกัน
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้ามิใช่คนโง่”
คำพูดประโยคนี้เองก็มีความหมายที่แตกต่างกันอยู่หลายชั้น อย่างเช่นความระมัดระวังที่มีต่อคุกสะกดมารหรือไม่ก็จักรพรรดิแห่งหมิง
สรุปแล้วก็คือในเวลานี้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงมิได้อยู่บนตัวเขา
จักรพรรดิแห่งหมิงยืนสองมือไพล่ห