ู้ชิงที่เป็นศิษย์ของยอดเขาข้า ในอดีตก็เคยมาพักอยู่ที่ยอดเขาเสินม่อเป็นเวลาสองปี”
นี่เป็นเรื่องที่หลายคนต่างรู้
อดีตเด็กรับใช้ของยอดเขาเหลี่ยงว่าง กลายมาเป็นแขกของยอดเขาเสินม่อ จากนั้นกลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของยอดเขา
“ไม่มีกฎแบบนี้ อย่างนั้นมิเท่ากับว่ายอดเขาไหนก็สามารถรับเอาพวกพรรคมารมาอยู่ในสำนักแล้วให้การปกป้องได้อย่างนั้นน่ะสิ?”
เสียงของฟางจิ่งเทียนดังขึ้นมา
เจ้าล่าเยวี่ยหมุนตัวมองเขาพลางกล่าว “ในอดีตนักพรตจิ่งหยางเคยสนทนาธรรมกับฉานจึบนยอดเขาเสินม่อร้อยวัน เช่นนั้นก็ถือว่าผิดกฎด้วยหรือเปล่า”
“ปัญหาอยู่ที่ว่าปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นมิใช่ฉานจึ ส่วนเจ้า…”
สายตาฟางจิ่งเทียนเหลือบมองไปทางจิ๋งจิ่วเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ยต่อว่า “….ก็มิใช่อาจารย์อาจิ่งหยาง”
เจ้าล่าเยวี่ยมองฟางจิ่งเทียน คิ้วสีดำของนางเลิกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกระบี่ที่กำลังจะพุ่งออกไป
“เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้แล้วกัน”
จิ๋งจิ่วลุกขึ้นจากเก้าอี้
……
……
เขามองไปทางตำแหน่งของยอดเขาเทียนกวง พลางกล่าวถามว่า “เมื่อครู่ใครเป็นคนพูดประโยคนี้?”
ภายในตำหนักยิ่งเงียบสงัดขึ้นกว่าเดิม
จากนั้นครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสไป๋หรูจิ้งก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าขึงขัง “ข้าเอง ทำไม?”
จิ๋งจิ่วมองเขา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปด้านนอกตำหนัก
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของหลายๆ คน
ภาพที่เจ้าล่าเยวี่ยมองฟางจิ่งเทียนเมื่อครู่นี้ก็ถูกหลายๆ คนจดจำเอาไว้แล้ว
ฟางจิ่งเทียน