พลางกล่าวว่า “เจ้านี่โง่หรือเปล่า เมื่อครู่เจ้าเป็นคนบอกเองว่าไม่สามารถหลอกเขาได้ ในเมื่อเขารู้ความจริงแล้ว แล้วเขายังจะมาสนใจเจ้าได้อย่างไร?”
หลิ่วสือซุ่ยได้สติขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวว่า “จริงด้วย”
แต่หลังจากนั้นเขาก็พูดอีกว่า “ไม่สิ”
เสี่ยวเหอลืมตาโต กล่าวถามว่า “สรุปแล้วใช่หรือไม่ใช่?”
หลิ่วสือซุ่นดวงตาเป็นประกายขึ้นมา กล่าวว่า “ในเมื่อคุณชายรู้ความจริงแต่แรกแล้ว แต่เขากลับยังนิ่งเฉยได้ปานนั้น…นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าแสดงได้ดี เทียบกับเขาแล้วข้ายังห่างไกลจริงด้วย แถมยังคุยโวอีก”
เสี่ยวเหอรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว นางใช้กาน้ำชาไปรองน้ำพุมาเล็กน้อย ก่อนจะเทให้ตัวเองแก้วหนึ่ง
หลิ่วสือซุ่ยมิได้สนใจเลยว่านางจะทำอะไร เขาพูดต่อไปว่า “ไม่ว่าเรื่องอะไรคุณชายก็ล้วนแต่ยอดเยี่ยม เมื่อก่อนตอนที่อยู่บ้านข้า เขาใช้เวลาเพียงเก้าวันก็สามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ ปักกล้าข้าวก็ยังเป็นเส้นตรงดิ่ง ภายหลังข้ากลับบ้านไปหัดอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ยังมิอาจสู้เขาได้ เออใช่ แล้วยังมีกระบี่ที่คุณชายให้เจ้าเล่มนั้น เจ้าเองก็เห็นแล้ว นั่นมันมิใช่กระบี่ธรรมดา หากแต่เป็นกระบี่…”
เสี่ยวเหอฟังถึงตรงนี้ ในที่สุดก็รู้สึกสนใจขึ้นมา นางกล่าวถามว่า “นั่นมันกระบี่อะไร?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร คุณชายมีของดีตั้งเยอะตั้งแยะ ตอนที่อยู่ศาลาหนานซง เขายังเคยให้ข้ากินยาวิเศษไปเม็ดหนึ่งด้วย”
เสี่ยวเหอไม่อยากจะพูดอะไรอีก ใ