ือนกำลังมีกองทัพศัตรูบุกเข้ามา จึงอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ พลางกล่าวว่า “ผ่อนคลายหน่อย เจ้าลูบๆ มันได้ มันชอบให้ทำแบบนั้น”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวอย่างประหม่าว่า “ข้าไม่เคยเลี้ยงแมว ลูบไม่เป็น”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ก็เหมือนที่ข้าชอบลูบหัวเจ้านั่นแหละ”
เจ้าล่าเยวี่ยงุนงง ก่อนจะหวนนึกถึงความรู้สึกในเวลาปกติ ก่อนจะเอามือไปวางไว้บนตัวมันอย่างระมัดระวัง จากนั้นเริ่มลูบไล้
มือของนางเคลื่อนไหว ดวงตาของไป๋กุ่ยค่อยๆ หรี่ลง พลางส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมา
เจ้าล่าเยวี่ยกระวนกระวาย ใช้สายตาถามจิ๋งจิ่วว่านี่เป็นสัญญาณล่วงหน้าว่ากำลังจะโมโหหรือเปล่า
จิ๋งจิ่วกล่าว “มันรู้สึกสบาย”
……
……
เฉิงโหยวเทียนได้รับรายงานจากศิษย์ รู้ว่าจิ๋งจิ่วและเจ้าล่าเยวี่ยได้ขี่กระบี่ออกไปแล้ว จึงถามว่า “พวกเขาทำอะไรบ้าง?”
ลูกศิษย์กล่าวอย่างละอาย “ไม่ได้ตามไป เลยไม่รู้ว่าหลังจากนั้นพวกเขาไปที่ไหนบ้างขอรับ”
เฉิงโหยวเทียนขมวดคิ้วกล่าวว่า “บนยอดเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?”
ศิษย์ส่ายศีรษะพลางกล่าว “ไม่มีขอรับ”
เฉิงโหยวเทียนรู้สึกแปลกใจอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าคนหนึ่งเพิ่งจะกลับมาจากที่ราบหิมะ อีกคนหนึ่งเพิ่งจะบรรลุสภาวะขั้นคเนจร แต่ในเวลานี้แบบนี้กลับมายังยอดเขาปี้หู นี่คิดจะทำอะไรกันแน่?
ต่อให้รู้สึกว่าที่นี่ทิวทัศน์งดงาม แต่เหตุใดต้องรีบร้อนมาที่นี่ถึงขนาดนี้?
เขาคิดไม่เข้าใจ แล้วก็รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหมือนพลาดอะไรบางอย่างไป
……
……
กระบี่มิคำนึงบิ